Nana Nippon ฉบับที่ 121

Nana Talk

รู้จักความเคลื่อนไหวในหลากมิติวัฒนธรรม ผ่านบุคคลในวงการศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยไทย-ญี่ปุ่น

Time Travel Through Extended Reality with Katsuya Taniguchi
ข้ามเวลาไปกินซ่าสมัยเมจิ ด้วยเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง กับคัตสึยะ ทานิกุจิ

“สนุกอย่างเต็มที่ สนุกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ต้องคิดอะไรมาก มาท่องเที่ยวเมืองเอโดะผ่านกาลเวลาไปพร้อมกับเพื่อน ๆ ได้เลย”

พริบตาที่ใส่แว่น Virtual Reality (VR) ในนิทรรศการเสมือนจริง ‘Hyper Edohaku การเดินทางข้ามเวลาไปย่านกินซ่าสมัยเมจิ’ เราก็รู้ว่า Creative Director ของนิทรรศการนี้ไม่ได้พูดเล่น คัตสึยะ ทานิกุจิ (Katsuya Taniguchi) พาเราก้าวข้ามมิติความเป็นจริงในห้องสี่เหลี่ยม เดินขึ้นรถจักรไอน้ำ มองถนนกินซ่าและท้องฟ้าสดใสในศตวรรษที่ 19

วินาทีถัดมา เขาดึงเรากลับมาที่ห้องมืด ก่อนจะพาเราทะยานขึ้นบอลลูนที่สูงจนรู้สึกมวนท้อง แล้วปล่อยลมให้ตะกร้าบอลลูนตกลงที่หัวมุมถนน

ทุกคนกลั้นหายใจ – ตลอด 20 นาทีที่สัมผัส Extended Reality (XR) โลกจริงและโลกเสมือนผสานปะปนกันด้วยเทคโนโลยี ประสาทสัมผัสทั้งหมดของผู้เข้าร่วมถูกเขย่าให้ผิดเพี้ยน เรารู้ตัวว่ายังอยู่ในแกลเลอรีชั้น 1 ของ TCDC ในเดือนธันวาคม ปี 2025 แต่ในห้วงเวลาเดียวกัน สาวชุดกิโมโน ชายใส่สูท และม้าตัวพ่วงพีก็เดินสวนเราบนถนนกว้างๆ ที่ทอดยาวไปสุดสายตา

นี่ไม่ใช่ประสบการณ์อัศจรรย์ใจที่ภาพยนตร์ ละครเวที หรือสวนสนุกจะมอบให้ได้ มันแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

เมื่อถอดแว่นตาออก ความอยากรู้อยากเห็นยังไม่จางหาย ตัวอักษรที่จะได้อ่านต่อไปนี้ จึงเป็นบทสนทนากับทานิกุจิซัง เพื่อเจาะลึกถึงการสร้างงานศิลปะผสานเทคโนโลยี ซึ่งเชื่อมต่อเราสู่อดีต ขณะเดียวกันก็พาไปสู่อนาคต

ภาพ : Hyper Edohaku, Rhino Studios

ช่วยอธิบายนิทรรศการไฮเปอร์ เอโดะฮาคุ ให้ผู้อ่านฟังได้ไหม

นิทรรศการ XR นี้ ทำร่วมกับพิพิธภัณฑ์เอโดะโตเกียวซึ่งตั้งอยู่ในโตเกียวครับ เราใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกมาทำให้คนเข้าใจสิ่งที่มีอยู่ในพิพิธภัณฑ์มากขึ้น ให้ผู้เข้าร่วมสวมกล้อง VR เพื่อให้เห็นภาพสมมติ ผสมผสานกับโลกที่เรามองเห็น ให้คนได้รับรู้ประสบการณ์สลับกันไปพร้อมๆ กัน

ไฮเปอร์ เอโดะฮาคุ เล่าถึงยุคเมจิ ยุคถัดมาจากยุคเอโดะ ซึ่งเป็นยุคสุดท้ายของซามูไร ญี่ปุ่นได้ก้าวเข้าสู่สมัยใหม่ วัฒนธรรมของอเมริกาและยุโรปหลั่งไหลเข้าสู่เอเชีย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายในช่วงเวลาเพียง 40 ปี ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านทั้งน่าสนใจและลุ่มลึก การเล่าเรื่องผ่านยุคเมจิจะทำให้ได้ย้อนกลับไปคิดทบทวนว่า เราได้รับอะไรมาและเสียอะไรไปบ้างครับ

ทำไมคุณถึงเลือกทำนิทรรศการแบบ Extended Reality

ต้นยุคเมจิคือช่วงปลายของยุคเอโดะ สิ่งของต่างๆ ยังคงมีความเป็นเอโดะอยู่ เราจึงเลือกเล่าว่าช่วงเวลา 40 ปีนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร และเราคิดว่าเทคโนโลยีความจริงเสมือน ถึงจะเล่าเรื่องแบบนั้นได้ ทำให้รู้สึกเหมือนข้ามเวลาไปอยู่ในสถานที่จริง

กระบวนการทำงาน ให้คนรู้สึกว่าได้ข้ามเวลาเป็นอย่างไร

เริ่มจากการจัดการชุดโครงสร้าง ทั้งเรื่องราวและวิธีการจัดแสดง ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายที่สุด

หนึ่ง เนื้อหาทั้งหมดมาจากพิพิธภัณฑ์เอโดะโตเกียว วัตถุจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์มีค่ามากๆ เราไม่ได้เอาวัตถุจริงมาจัดแสดง แค่นำเนื้อหามาเล่าใหม่อีกครั้งในรูปแบบนิทรรศการ
สอง สร้างการรับรู้เรื่องราวที่ซ่อนอยูในองค์ประกอบเหล่านั้นแบบร่วมสมัย
และสาม สร้างวิธีการรับรู้สเปซแบบใหม่

ทุกอย่างนำมาร้อยเรียงเป็นชุดโครงสร้าง ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดใช้เล่าเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องญี่ปุ่นได้ด้วย จะเล่าเรื่องเมืองไทยหรืออะไรก็ได้

คล้ายๆ กับภาพยนตร์หรือเปล่า

ภาพยนตร์มีเฟรมเล่าเรื่องที่ชัดเจน มีกรอบให้เล่าแต่ละฉาก แต่ว่าโลกความจริงเสมือนไม่ได้มีกรอบแบบนั้น  เพราะฉะนั้นจึงมีข้อดีและข้อด้อยที่แตกต่างกันครับ

การสร้าง Space และ Time ให้มีจุดต่างๆ ซึ่งร้อยเรียงกันได้ จะทำให้ผู้ชมเชื่อมต่อเรื่องราวด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเล่าเรื่องเป็นเส้นตรง เล่าสลับกลับไปมา แตกสาขาเรื่องเล่าไปอีกก็ได้

คนสามารถเดินเข้าไปในพื้นที่จริงบ้าง พื้นที่เสมือนบ้าง วนเวียนสลับไปมา ถ้าทำให้การเดินทางนี้ราบรื่นได้ มันจะเป็นชุดโครงสร้างที่น่าสนใจมากๆ

แต่การสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียหรือ YouTube ผมว่ายากกว่าอีกนะ

อะไรคือจุดแข็งของเทคโนโลยีโลกเสมือน ที่สื่ออื่นทำไม่ได้

ชีวิตจริงของเรารับรู้ข้อมูลแบบสามมิติ จุดแข็งของเทคโนโลยีนี้คือการสร้าง data แบบสามมิติ และทำให้คนเข้าไปมีประสบการณ์กับข้อมูลและพื้นที่สามมิติที่เราสร้างไว้ได้แบบ real time

โลกที่เราอาศัยอยู่มีเลเยอร์ซ้อนทับกันหลายชั้น ทั้งสิ่งที่มองเห็นและมองไม่เห็น บางทีเทคโนโลยีเสมือนก็ดึงชั้นที่มองไม่เห็นให้ปรากฏขึ้นมาบนโลกของเราได้ ถ้าเรานำสิ่งนั้นมาทำให้เป็นข้อมูล

ตัวอย่างคือ ลม ซึ่งเรามองไม่เห็น แต่รับรู้ได้ว่ามีอยู่ นวัตกรรมสมัยก่อนที่ทำให้ลมกลายเป็นสิ่งที่มองเห็นได้คือว่าว เมื่อมองเห็นว่าวที่ลอยอยู่บนฟ้า เราจึงรู้ว่ามันมีลม

มนุษย์ต้องการรับรู้ถึงสิ่งที่มองไม่เห็นมาตลอด และจะใช้นวัตกรรมที่ดีที่สุดในเวลานั้นเพื่อให้สัมผัสมัน ผมอยากทำตามความต้องการที่จะเห็นสิ่งเหล่านั้นด้วยตาเปล่าครับ

มองย้อนกลับไป ทำไมคุณถึงสนใจศิลปะเทคโนโลยีโลกเสมือน

ผมชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก ช่วงมัธยมต้นผมเริ่มเรียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ผมสงสัยว่าภาพกับโปรแกรมจะกลายเป็นเรื่องเดียวกันได้หรือไม่

สมัยเรียนมหาวิทยาลัย คอมพิวเตอร์กราฟิกยังไม่ผสานกับศิลปะมากนัก ผมพยายามทำงานที่เกี่ยวข้องกับจิตรกรรมหรือประติมากรรม เพราะอยากรู้ว่ามันนำไปสู่ทิศทางไหน ช่วงแรกๆ การ rendering ใช้เวลานานมากๆ การรอมันน่าอึดอัด ผมเลยพยายามคิดหาทางออกว่า จะทำยังไงให้ผู้ชมมีปฏิสัมพันธ์กับงานได้ ซึ่งการทำให้คอมพิวเตอร์สร้างประสบการณ์ real time กับผู้เล่น มันยากมากๆ เลย

ตอนนั้นบริษัทเกม Sega มีระบบให้ผู้เล่นเข้าไปในพื้นที่สามมิติแบบเรียลไทม์ได้แล้ว ผมคิดว่าความรู้นี้น่าสนใจ เลยเข้าไปทำงานที่นั่น 10 ปี โดยพยายามทดลองด้าน Interaction และ Space ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์เกม ทุกคนที่นั่นทำงานทดลองไปด้วย แล้วก็สร้างเกมไปด้วย

หลังจากนั้น ผมออกมาเปิด Rhino Studios ทำงานเกี่ยวกับการออกแบบคอมพิวเตอร์กราฟิกที่แสดงผลแบบเรียลไทม์ งานหลักจะเกี่ยวกับเทคโนโลยี VR, AR และเกมครับ

ตัวอย่างเช่น เราได้สร้างเกมชื่อ Afrika ซึ่งเป็นเกมที่ค่อนข้างแปลก ไม่มีการไปฐานต่างๆ หรือไปยิงอะไร แค่ไปทิ้งตัวในแอฟริกา ซึมซับบรรยากาศด้วยการดูสัตว์ป่าและพื้นที่ต่างๆ

ช่วงนั้นเทคโนโลยีแว่น VR ช่วยสร้าง Space ที่มีความลึก แตกต่างจากภาพสองมิติทั่วไป ทำให้ผมเห็นความเป็นไปได้ในการพัฒนาการสร้างโลกเสมือน

วิธีการออกแบบโลกเสมือน คล้ายการออกแบบสวนสนุกใช่ไหม เหมือน EDO WONDERLAND ธีมพาร์คที่จำลองบรรยากาศเอโดะให้คนไปเล่นแต่งตัว ฟันดาบ ฯลฯ

เทคโนโลยีโลกเสมือนอาจจะทำแบบนั้นได้ในอนาคต แต่สิ่งที่ผมอยากทดลอง ไม่ใช่การสร้างประสบการณ์แบบนั้นครับ วิธีการรับรู้สิ่งต่างๆ ด้วยประสาทสัมผัสเดิม เป็นสิ่งที่มนุษย์ทำได้อยู่แล้ว ผมสนใจการที่ร่างกายได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ โดยที่สิ่งนั้นไม่ได้อยู่ในชีวิตประจำวัน

เป็นประสบการณ์อื่นที่ได้รับจาก VR เท่านั้น

ใช่ ในการออกแบบ ผมใช้หลัก Affordance ซึ่งช่วยบ่งบอกการใช้งาน เช่น มีปุ่มให้สัมผัส แล้วจะเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งปัจจุบันนี้ VR ทำได้แล้ว แต่ก็ยังพัฒนาขึ้นไปได้อีก

ตอนนี้ยังมีข้อจำกัด เพราะปัจจุบัน VR ยังสร้างการรับรู้ผ่านตาและหู ไม่ใช่ทุกผัสสะของมนุษย์ อนาคตน่าจะรับรู้ผ่านร่างกายได้มากกว่านี้ ผมอยากให้สัมผัสวัตถุแล้วรู้สึกถึงการตอบโต้ เช่น แตะโต๊ะแล้วรู้สึกเหมือนได้จับจริงๆ ไม่ใช่มือทะลุผ่านไป

คุณกลัว AI ไหม และคิดว่าปัญญาประดิษฐ์จะมีบทบาทต่อไปยังไงในอนาคต

AI นั้นมีประโยชน์และใช้งานสะดวกมาก ถ้าหาก AI ได้เริ่มพัฒนาถึงประสบการณ์ทางกายภาพขึ้นมาคงจะน่ากลัว แต่เรายังไปไม่ถึงขั้นนั้นในตอนนี้ ผมรู้สึกว่า AI ได้ช่วยผมอย่างมากในการประมวลผลข้อมูล ผมเริ่มรู้สึกว่าผมไม่ต้องจมอยู่ในกองข้อมูลมากมายอีกแล้ว ผมคิดว่ามันคงจะดีถ้าเราสามารถที่จะดื่มด่ำไปกับการคิดแบบเชิงกายภาพมากขึ้นในขณะ AI พัฒนาขึ้นไป

Nippon 101

เกร็ดความรู้เรื่องศิลปวัฒนธรรมญี่ปุ่น ที่ทำให้คุณรู้จักแดนอาทิตย์อุทัยมากขึ้น

ภาพ : The Plum Garden at Kameido Shrine, Utagawa Hiroshige (1857)  pdimagearchive.org

ภาพ : Under the Wave off the Coast of Kanagawa, Katsushika Hokusai https://ukiyo-e.org

UKIYO-E
ศิลปะภาพพิมพ์ญี่ปุ่นที่ประทับใจคนทั่วโลก

1. ‘อุคิโยะเอะ’ (浮世絵) คืองานภาพพิมพ์ไม้ (Woodblock Print) และสไตล์การวาดภาพประเภทหนึ่งของญี่ปุ่น ซึ่งเฟื่องฟูในยุคเอโดะ หรือศตวรรษที่ 17 – 19
2. อุคิโยะเอะ แปลว่า ‘โลกที่ล่องลอย’ มาจากแนวคิดพุทธศาสนาเรื่องความไม่จีรัง แต่ความรุ่งเรืองของมหานครเอโดะ (โตเกียวในปัจจุบัน) ส่งผลให้ความหมายเปลี่ยนไป กลายเป็นสื่อถึงการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ปล่อยใจไปกับความรื่นเริงและชีวิตในเมือง
3. ต่างจากศิลปะของชนชั้นสูงที่มักสื่อนัยยะศาสนาหรือการเมือง อุคิโยะเอะในยุคเอโดะเป็นศิลปะของชนชั้นกลาง ใช้วัสดุอย่างหมึกและกระดาษราคาถูก พิมพ์ซ้ำได้ครั้งละมาก ๆ ด้วยแม่พิมพ์ไม้ ภาพมักเป็นรูปเข้าใจง่าย เช่น ภาพอีโรติก สาวงาม นักแสดงคาบูกิ ซูโม่ หรือวิวธรรมชาติ
4. อุคิโยะเอะไม่ได้มีแค่ภาพเดี่ยว แต่ยังเป็นภาพประกอบหนังสือทั่วไปที่ชาวเอโดะอ่าน ซึ่งต่อมาส่งอิทธิพลต่อการสร้างมังงะ
5. อุคิโยะเอะที่เริ่มจากภาพขาวดำ ได้รับการพัฒนาเทคนิควาด พิมพ์ และลงสีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนมาสู่ยุคทองในศตวรรษที่ 18
6. ภาพอุคิโยะเอะที่ผู้คนคุ้นเคยดี คือภาพคลื่นยักษ์นอกฝั่งคานางาวะ และภาพภูเขาไฟฟูจิของ คัตสึชิกะ โฮคุไซ ปรมาจารย์ศิลปินภาพพิมพ์แกะไม้ยุคเอโดะตอนปลาย หลังจากนั้นเมื่อญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคเมจิ อุคิโยะเอะก็เสื่อมความนิยมลง
7. แต่แล้วอุคิโยะเอะกลับโด่งดังไปทั่วโลก ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 หลังจากญี่ปุ่นเปิดประเทศ เกิดกระแสญี่ปุ่นนิยม (Japonisme) ในยุโรปและอเมริกา และเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินอย่าง Van Gogh

ภาพ : Rain Storm beneath the Peak, Katsushika Hokusai https://ukiyo-e.org

ข้อมูลจาก Ukiyo-e: An Introduction to Japanese Woodblock Prints โดย Tadashi Kobayashi

Nippon in Thailand

กิจการในเมืองไทยที่พาไปรู้จักปรัชญา ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตแบบญี่ปุ่น

Thonglor Nihon Ichiba
ตลาดวัตถุดิบญี่ปุ่นใจกลางทองหล่อ

ทองหล่อ นิฮอน อิชิบะ หรือ ‘ตลาดญี่ปุ่นทองหล่อ’ ชวนให้รู้สึกเหมือนอยู่ญี่ปุ่นเปี๊ยบ

ซูเปอร์มาร์เก็ตกว้างใจกลางสุขุมวิท นำเข้าวัตถุดิบจากญี่ปุ่นสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ทั้งอาหารทะเล เนื้อสัตว์ ผักผลไม้ เครื่องปรุง เครื่องดื่ม ไปจนถึงอุปกรณ์ของใช้ในครัว เรียกได้ว่าครบถ้วนทุกสิ่ง ไม่ว่าเชฟร้านอาหาร แม่บ้านญี่ปุ่น หรือผู้สนใจวัตถุดิบพรีเมียม ก็มาช้อปปิ้งที่นี่ได้ทุกวัน

ยุพเรศ เอกธุระประคัลภ์ และ Tomomi Kobayashi ประธานและรองประธาน J Value พาเดินชมตลาดด้วยตนเอง สองผู้บริหารตั้งใจให้ ทองหล่อ นิฮอน อิชิบะ เปรียบเสมือนประตูเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างเกษตรกรญี่ปุ่นจังหวัดต่าง ๆ กับผู้บริโภคชาวไทย

เมื่อเปิดประตูเข้ามา จะพบสินค้าอาหารทะเลและเนื้อสัตว์ โดยปลา ปู หอย ส่งตรงจากตลาดโทโยสุ โอซาก้า และฮอกไกโด โดยมีโชว์แล่เนื้อปลาให้ดูทุกสัปดาห์ ส่วนเนื้อสัตว์ มีทั้งหมูฮอกไกโด เนื้อมัตสึซากะ เนื้อโกเบ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีอาหารทั้งสดและแช่แข็ง รวมถึงสินค้าพิเศษหมุนเวียนมาจากจังหวัดต่างๆ เช่น คาโกชิมา ฮิโรชิมา แต่ละเมืองจะมีมุมจัดแสดงนิทรรศการราว 1 สัปดาห์ – 1 เดือน และอาหารที่ได้รับความนิยมมาก อาจกลายเป็นสินค้าถาวรที่นี่

“เรามีสินค้าลงทุกวันอังคาร ศุกร์ และวันอาทิตย์ พวกเชฟร้านโอมากาเสะจะมาซื้อวันเหล่านี้กัน ถ้าอยากได้ของสด แนะนำให้มาสามวันนี้ค่ะ” ยุพเรศบอกเคล็ดลับ

ถัดมาเป็นโซนผักผลไม้ เช่น แอปเปิล สตรอว์เบอร์รี มันหวาน โดยสินค้าแทบทั้งหมดนำเข้าจากญี่ปุ่น มีเพียง 10% ที่ปลูกในเมืองไทยด้วยเทคโนโลยีญี่ปุ่น ทำให้ราคาสินค้าหลากหลายและจับต้องได้มากขึ้น

“สินค้าเกษตรดี ๆ ของญี่ปุ่นมีเยอะมาก และ Frozen Product มีวิวัฒนาการดี ทำให้สินค้ายังคงรสชาติเหมือนเดิมและเก็บได้ประมาณ 2 ปี เหมาะกับการส่งออกต่างประเทศค่ะ”

ตามมาด้วยโซนเครื่องดื่มนานาชนิด ตัวอย่างเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น สาเก ไวน์ จิน เหล้าบ๊วย โดยช่วงนี้ชาเขียวมัทฉะมีโซนแยกพิเศษ และมีคลาสสอนชงชาด้วย

สุดท้ายคือโซนของแห้ง อย่างข้าว ขนม และเครื่องปรุงนานาประเภท อยู่ใกล้กับข้าวของเครื่องใช้ อุปกรณ์รับประทานอาหาร ถ้วยแก้วพรีเมียมแบบต่าง ๆ ก็มีพร้อมให้เลือกซื้อครบครัน

จุดเด่นคือที่นี่มีโซน Eat In ให้เลือกวัตถุดิบถูกใจมาให้เชฟปรุงอาหารให้กินได้เลย และมีบริการ Pairing กับไวน์และสาเกให้ด้วย หรือถ้าอยากให้ส่งสินค้าวัตถุดิบถึงบ้าน ก็สั่งเดลิเวอรีได้ทันใจ แถมมีบริหารแคเธอริงด้วย เป็น One-stop Service ที่สะดวกมาก

“อาหารญี่ปุ่นอยู่กับเรามานาน แต่แค่คุณเข้าใจและอินมากขึ้น ก็จะอร่อยและสนุกกับอาหารญี่ปุ่นมากขึ้นค่ะ” ยุพเรศตบท้าย

Thonglor Nihon Ichiba
ที่ตั้ง : 87 ซอยทองหล่อ 13 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ (จอดรถได้ที่หน้าตลาดและ Nihonmura)
วัน-เวลาทำการ : 9.00 – 21.00 น. (เปิดทุกวัน)
Instagram : thonglornihonichiba

ที่ปรึกษา
โชงาเสะ มาริ, เววิรี อิทธิอนันต์กุล, ณัฐชนินท์ บุญฤทธิ์

บรรณาธิการ&นักเขียน
ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการศิลปกรรม&ช่างภาพ
ปฏิพล รัชตอาภา

พิสูจน์อักษร
สุดาวรรณ วนสุนทรเมธี

VDO 

ผู้กำกับ – วิรัลพัชร สายทอง

ช่างภาพ – ศรัณยู จันทร์พจน์ 

ลำดับภาพ – วิรัลพัชร สายทอง

สัมภาษณ์ – ภัทรียา พัวพงศกร

ล่ามสัมภาษณ์ – สิริพร ด่านสกุล

คำบรรยาย – วิสาขา ปรีดาอนันทสุข, ณัชชา ธาดาธีระสกุล


สถานที่ถ่ายทำ

ศููนย์์สร้้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) กรุุงเทพฯ

ติดต่อสอบถาม
ชั้น 10 อาคารเสริมมิตร ทาวเวอร์
159 ถ.สุขุมวิท 21 (อโศกมนตรี)
กรุงเทพฯ 10110
Facebook: jfbangkok
อีเมล: acdept_jfbkk@jpf.go.jp