Nana Nippon ฉบับที่ 122

Nana Talk

รู้จักความเคลื่อนไหวในหลากมิติวัฒนธรรม ผ่านบุคคลในวงการศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยไทย-ญี่ปุ่น

Rhythm of Fungjai
เข้าใจ Music Culture เมืองไทย ผ่านมุมมองของ CEO ‘ฟังใจ’ ศรัณย์ ภิญญรัตน์

‘ฟังใจ’ (Fungjai) อายุ 12 ปีแล้ว! หากเปรียบเป็นมนุษย์ก็กำลังเข้าสู่วัยรุ่น คอมมูนิตี้และแพลตฟอร์มดนตรีทางเลือก เป็นเด็กที่เติบโตขึ้นอย่างเป็นตัวของตัวเอง และปรับตัวทุกปีในธุรกิจแห่งเสียงเพลง

จากสตาร์ทอัพที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2014 มีผลงานหลักเป็นแอปพลิเคชันสตรีมมิงเพลงไทยนอกกระแส และเทศกาลดนตรีแปลกใหม่อย่าง ‘เห็ดสด’ ฟังใจปลุกปั้นวงดนตรีทางเลือกให้เป็นที่รู้จักมากมาย ทั้งด้วยการทำสื่อและจัดกิจกรรมสารพัด เติบโตอย่างพุ่งกระฉูดจนมีผู้ลงทุนเป็นบริษัท Ookbee และจัดเทศกาลดนตรีใหญ่ Maho Rasop ทว่ากลับเจอวิกฤติโควิดจนต้องรับมือด้วยกระบวนท่าใหม่

ปัจจุบัน ฟังใจนิยามตัวเองว่าเป็น Music Integrator
ซึ่งพยายามทำให้ดนตรีเข้าไปแทรกซึมในวงการอื่น ๆ อย่างยั่งยืน
ผ่านการจัดคอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรีประจำปี
การบริการจัดการอีเวนต์ดนตรีแบบครบวงจรและงานแคมเปญการตลาดด้านดนตรี

Nana Nippon ฉบับนี้ ชวนมาฟังจังหวะการบรรเลงธุรกิจ ข่าวดีและข่าวร้ายของวงการเพลงในเมืองไทย แรงบันดาลใจจากเฟสติวัลญี่ปุ่น และจับตามองอนาคตด้านดนตรีของประเทศไปกับหนึ่งในผู้ก่อตั้งและ CEO ฟังใจ ท้อป-ศรัณย์ ภิญญรัตน์

เมื่อเช้าก่อนมาออฟฟิศฟังใจ คุณฟังเพลงอะไรอยู่

เพลงญี่ปุ่น 2 วงครับ วงแรกไปเจอตอนงาน CUEW 2026 ชื่อ Natsudaidai เป็นดูโอ้ผู้หญิง 2 คน เขาไม่ได้เล่นในเทศกาลดนตรี Synchronicity แต่ทางค่ายส่งคลิปมาให้ พอตามดูแล้วรู้สึกชอบเฉยเลย ไม่ใช่ J-Pop ทั่วไป มีความอิเล็กทรอนิกส์ มีความสวิงบางอย่างที่น่าสนใจ ส่วนอีกวงที่ฟังเพราะเพิ่งดูอนิเมะเรื่อง Journal with Witch แล้วชอบเพลงประกอบ ชื่อวง Bialystocks มีความเป็น Pop / Jazz ฟังง่าย ผมว่าถ้าคนไทยฟังน่าจะชอบนะ เพราะเข้าถึงง่ายแต่มีลูกเล่น

Hiroki Nishioka/CUEW

ทำไมช่วงนี้ถึงฟังเพลงญี่ปุ่นบ่อย

อาจเพราะเพิ่งกลับมาจากงาน CUEW แต่ปกติผมฟังเพลงญี่ปุ่นอยู่แล้วครับ จริงๆ พอมาทำอาชีพนี้ คำถามที่ตอบยากมากคือชอบเพลงแนวไหน เพราะในฐานะโปรแกรมเมอร์ของ Showcase Festival เราต้องนำเสนอแนวดนตรีหลากหลาย
เอเจนซี่มักส่งเพลงมาให้ฟังเพื่อวิเคราะห์ว่าเหมาะกับเทศกาลหรือตลาดในไทยมั้ย ดังนั้นฟังเพลงแนวไหนก็รู้สึกว่าทุกแบบมีเสน่ห์ของตัวเอง เหมือนเราเป็นเชฟ จะกินแต่อาหารไทยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องไปเรียนรู้อาหารชาติอื่น ๆ ด้วย

คนทำงานเรื่องดนตรีแนวทางเลือก ต้องการรสชาติอะไร

ทุกเจเนอเรชันมีคนฟังเพลงตามกระแส แล้วก็มีคนที่ค้นหารสชาติใหม่ ๆ ที่ตื่นเต้น มีลูกเล่นการนำเสนอที่เราไม่ค่อยเห็น ซึ่งผมเป็นคนประเภทหลังตั้งแต่เด็กแล้ว เมื่อก่อนคนฟัง Hot Wave ผมก็ฟัง Fat Radio ไม่ใช่ว่าเพลงกระแสหลักไม่ดี แต่พอทุก ๆ คนเหมือนกันหมด เราก็อยากหารสชาติใหม่ ๆ ในดนตรีแบบอื่น

เจเนอเรชันของผมมี Monoculture เพลงในกระแส แปลว่าทุกคนในประเทศฟังเพลงเดียวกัน เหมือนทุกคนร้องเพลง พี่เบิร์ด ธงไชย ได้หมด แต่ทุกวันนี้มีความหลากหลายมากขึ้น ปรากฏการณ์แบบนั้นน้อยลงเรื่อย ๆ เพลงจะดังในกลุ่มเฉพาะของตัวเอง บางเพลงยอดวิวร้อยล้านแต่เราไม่เคยได้ยิน ซึ่งเราก็พยายามค้นหาดนตรีใหม่ ๆ ที่เรารู้สึกว่าถูกจริต

พอไม่มี Monoculture เส้นแบ่งระหว่างเพลงกระแสหลักกับเพลงทางเลือกก็จางลงใช่ไหม

ใช่ ผมเชื่อแบบนั้น ยากที่จะเอาไม้บรรทัดมาวัดว่าเพลงนี้หรือศิลปินคนนี้ แมสหรืออินดี้

แล้วไม้บรรทัดของฟังใจอยู่ตรงไหน

ไม่มี เราไม่พูดแล้วครับว่าเราอินดี้ เราอยู่ในวงการดนตรี และเราสนับสนุนศิลปินไทย
เราให้พื้นที่กับศิลปินนอกกระแสที่มีของดี แต่เราก็จัดงานที่มีไลน์อัปเป็น YOUNGOHM หรือ อาภาพร นครสวรรค์ ผมคิดว่าวงการเพลงไม่มีไม้บรรทัดอีกต่อไป

ตัวอย่างเช่นวง Safeplanet วงนี้เป็นศิลปินอิสระที่ไม่มีค่าย เดินไปถามแม่ค้าตามท้องถนนอาจจะไม่รู้จัก แต่ยอดฟังรวมกันหลายร้อยล้านวิว จัดคอนเสิร์ตที่ธันเดอร์โดมได้ ก็ไม่ธรรมดาถูกมั้ย แล้ววงนี้เป็นแมสหรืออินดี้ มันยากที่จะนิยาม

แปลว่าทิศทางการฟังเพลงของคนไทยหลากหลายขึ้น

ใช่ บางแนวทางที่ดูเล็กมาก ๆ ก็ยังหาแฟนของตัวเองเจอ ผมเห็นเทรนด์ดนตรี World Music มากขึ้น เอาหมอลำ ลูกทุ่ง มาผสมผสานให้ร่วมสมัยเพิ่มขึ้น ก่อนปรากฏการณ์ RAP IS NOW ฮิปฮอปอยู่ใต้ดินมาก ๆ ตอนนี้กลับมีศิลปินเยอะมาก

ข้อดีคือทุกคนเริ่มเป็นศิลปินได้ง่ายขึ้น ข้อไม่ดีคือคุณเริ่มง่าย คุณก็เลิกง่าย
มีศิลปินเยอะมากเลยที่ทำเพลงมา 2 – 3 เพลงแล้วก็จากไป

Maho Rasop 2024

ภาพรวมปี 2026 มีข่าวดีอะไรในวงการดนตรีไทยบ้าง

ในภาพใหญ่ระดับโลก การที่ประเทศไทยได้เป็นที่จัดงาน Tomorrowland และตั๋ว Sold Out แล้ว รวมถึงก่อนหน้านี้ก็มีงาน Summer Sonic กับ Rolling Loud อาจเป็นข่าวดีที่ IP (Intellectual Property-ทรัพย์สินทางปัญญา) ต่างประเทศขยายมาอยู่ที่เราเยอะ

แต่ถ้ามองในแง่ผู้จัดงานไทย งาน Homegrown อย่าง Wonderfruit หรือ Maho Rasop ที่พยายามผลักดันเมืองไทยสู่เวทีนานาชาติกลับไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และไม่แน่ใจว่าหลังจากเปลี่ยนรัฐบาล กิจกรรม Music Exchange ที่พาศิลปินไทยไปข้างนอก และเชิญตัวแทนภาคดนตรีจากต่างประเทศเข้ามาดูงานในบ้านเรา จะยังมีต่อมั้ย

สงครามส่งผลกระทบต่อวงการดนตรีอย่างชัดเจน หลายแบรนด์ที่สนับสนุนการจัดกิจกรรมก็ชะลอการใช้เงินกับอีเวนต์ดนตรี และการทำงานกับศิลปินต่างประเทศก็ชะงักด้วย เพราะธุรกิจดนตรีเป็นธุรกิจบันเทิงฟุ่มเฟือย เมื่อมีปัจจัยภายนอกเข้ามาก็จะได้รับผลกระทบก่อน ดังนั้นอาจจะไม่ค่อยมีข่าวดีเท่าไหร่ครับ หวังว่าจะไม่ถดถอยเท่าช่วงโควิด ซึ่งทำให้เราต้องปรับ Business Model ใหม่และลดขนาดบริษัท

อธิบายการปรับตัวของฟังใจให้ฟังหน่อยได้มั้ย

ย้อนกลับไปปี 2019 หลังจากทำแบรนด์มาประมาณ 5 ปี เราพิสูจน์ตัวเองได้ว่าได้สร้างคอมมูนิตี้ ทำเทศกาล Maho Rasop ที่ขยายสเกลแล้วได้รับการตอบรับดีมาก มองภาพแล้วว่าปี 2020 เป็นขาขึ้น แต่พอโควิดมา ทุกอย่างก็เปลี่ยนทั้งหมด เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนให้เราว่าพึ่งพาธุรกิจแบบเดียวไม่ได้ ต้องมีแผนสำรองครับ

ปลายปี 2024 เรารู้แล้วว่าปัญหาหนึ่งของแบรนด์ฟังใจคือเราเหมือนทศกัณฐ์ มีหลายใบหน้า คนรู้จักเราจากหน้านั้นบ้าง หน้านี้บ้าง แต่ไม่ชัดเจนว่าเราทำอะไร พอช่วงแบรนด์ครบ 10 ปี เราเลยตัดสินใจรีแบรนด์ จัดหมวดหมู่งานที่ทำใหม่ และสรุปหน้าที่หลักของฟังใจว่าคือ Music Integrator

ช่วงเวลาไหนที่ชาว ‘ฟังใจ’ หวั่นใจที่สุด

การประกาศขายบัตรคอนเสิร์ตวันแรก ไม่ว่างานอะไรก็ตาม
ตัวเลขวันแรกจะบอกเราแล้วว่าทั้งงานจะขายได้เท่าไหร่ จะขาดทุนมั้ย
สถานการณ์เทศกาลดนตรีในบ้านเรายังต้องพึ่งพาสปอนเซอร์มากครับ
ไม่เหมือนฝั่งตะวันตกที่ดันราคาบัตรให้ทัดเทียมค่าโปรดักชันและค่าตัวศิลปินได้ คอนเสิร์ตแรกของฟังใจ เราขายบัตร 500 บาท และทุกวันนี้บัตรคอนเสิร์ตทั่วไปก็ยัง 500 บาทอยู่ ทั้งที่จริง ๆ ค่าแรง ค่าคน ค่าของทุกอย่างมันไปไกลแล้ว

Maho Rasop 2024

แล้วอะไรทำให้ชาว ‘ฟังใจ’ ชุ่มชื่นหัวใจ

สำหรับผม สิ่งที่ทำให้ยังทำอาชีพนี้อยู่มี 3 เหตุผล

อันดับแรกคือเวลาที่เราได้ค้นพบศิลปินใหม่ ๆ เหมือนเจอร้านลับที่ลูกค้าน้อยแต่โคตรอร่อย
เวลาเจอวงหน้าใหม่เก่ง ๆ แล้วรู้สึกเติมเต็ม สนุกมาก ทำให้เรารู้สึกว่ามีคนเก่งเยอะมาก ๆ ในประเทศไทย ซึ่งเกิด Success Case จนส่งออกได้ ผมว่ามันน่าภูมิใจที่เราเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันเขาไปต่อได้

อันดับสองคือคนดู เวลาเราจัดงานแล้วเห็นคนมางานสนุก เห็นแววตา เห็นรอยยิ้ม เห็นคนกระโดดโลดเต้น ร้องเพลงแล้วก็กอดคอร้องไห้กันไปด้วย เราได้สร้างประสบการณ์ร่วมกับคนในพื้นที่นั้น ซึ่งไม่รู้ว่ามีอาชีพอื่นอีกมั้ยที่ทำอะไรแบบนี้ได้ พาคนหลักพันหลักหมื่นคนมาอยู่ร่วมกัน แล้วเอ็นจอยบางอย่างร่วมกัน เป็นความรู้สึกที่พิเศษครับ

อย่างสุดท้ายคือน้อง ๆ ในทีม มีสายสัมพันธ์ความเป็นเพื่อนที่มากกว่าเพื่อนร่วมงาน คนที่ยังอยู่หรือออกไปแล้วยังเจอกันได้ที่คอนเสิร์ต เป็น Network ที่ดีของคนที่อยู่ในวงการดนตรี มีพลังงานของครอบครัว ซึ่งหล่อเลี้ยงจิตใจให้เรายังอยากตื่นมาทำงานทุกวัน

วัฒนธรรมดนตรีต่างประเทศอะไรที่ทำให้คุณคับข้องใจ อยากให้มีในบ้านเราบ้าง

การ Support Local ครับ ผมประทับใจไต้หวันกับญี่ปุ่น เวลาเราไปงานเทศกาลนานาชาติ มักจะเห็นคนอยากดูวงต่างประเทศมากกว่า แต่ 2 ชาตินี้มาดูศิลปินในบ้านตัวเองเยอะ

ปีที่แล้วผมไปงาน Fuji Rock ครั้งแรก คิดว่าคนต้องดู Headliner อย่าง Vampire Weekend กับ Fred again.. ปรากฏว่าคนเขาซัพพอร์ตศิลปินท้องถิ่น ตั้งใจซื้อบัตรและ Merchandise ใครไปทัวร์ก็สินค้าหมด และความเป็นระเบียบในการต่อคิวทุกอย่างก็น่าชื่นชมมาก

อีกอย่างที่ผมอิจฉาที่สุดคือ Festival & Concert Culture ไม่ใช่แค่วัฒนธรรมของคนหนุ่มสาวอย่างเดียว เฟสติวัลบ้านเรามีแต่คนอายุ 10 ปลาย ๆ ถึง 20 ปลาย ๆ แต่ที่ญี่ปุ่นมีตั้งแต่เด็กอ่อนจนถึงคนอายุ 70 – 80 ปี แปลว่าสิ่งนี้มันอยูในวัฒนธรรมจริง ๆ พ่อแม่พาลูกไปดูคอนเสิร์ตตั้งแต่เด็ก ๆ และลูกก็ซึมซับ กลุ่มเป้าหมายในการจัดงานเทศกาลเขาถึงกว้างกว่าเรา

เท่าที่ผมรู้มา ญี่ปุ่นมีเฟสติวัลลักษณะแคมปิ้งแบบนี้เกิน 50 งาน
คุณภาพชีวิตที่ดีทำให้ระบบนิเวศทั้งหมดของดนตรีดีตาม เขามีเวลา Cultivate Culture และคนมีเงินมากพอที่จะซื้อบัตรคอนเสิร์ต

เล่าเรื่องการไปร่วมงาน Hashinoshita World Music Festival SOUL BEAT ASIA ให้ฟังหน่อยได้มั้ย

เป็นเทศกาลโปรดอันดับหนึ่งในใจผมเลย ความพิเศษคือมันเป็นเฟสติวัลที่บริสุทธิ์
คนทำก็ทำด้วยจิตวิญญาณ เขาอยากนำเสนอดนตรีแบบ World Music ที่ปรับดนตรีดั้งเดิมให้ร่วมสมัยแก่คนญี่ปุ่น และสร้างพื้นที่ให้ศิลปินญี่ปุ่นที่ทำดนตรีแบบนี้ได้มารวมตัวกัน ศิลปินอื่น ๆ ในเอเชียก็มาร่วมสร้างคอมมูนิตี้ร่วมกันใต้สะพานยักษ์ชื่อToyota Ohashi ในเมืองโตโยต้า

งานนี้เล็กนิดเดียว คนญี่ปุ่นที่อยู่ในอุตสาหกรรมดนตรียังไม่ค่อยรู้จัก แต่อยู่รอดด้วยวัฒนธรรมที่แข็งแรง
คนเข้าร่วมงานก็เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาล ลักษณะคล้าย ๆ งานวัดญี่ปุ่นที่มีความเชื่อบางอย่างผสมอยู่ด้วย มีวงดนตรีร็อก มีบ้านผีสิง มีกิจกรรมสำหรับทุกวัย ตั้งแต่ลูกเด็กเล็กแดงจนถึงผู้เฒ่าผู้แก่ เหมือนผู้จัดมองว่าไม่ได้จะจัดงานเพื่อความร่ำรวย แต่ทำเพื่อขับเคลื่อนและส่งต่อวัฒนธรรม

การตกแต่งเฟสติวัลใช้พลังงานหมุนเวียน และภายในงานไม่มีถังขยะ
กินเสร็จแล้วต้องเอาถ้วยชามกลับไปคืนที่บูท
เขาบอกว่ามันเป็นการแสดงความขอบคุณที่มอบอาหารและเครื่องดื่ม มันมี Spirit of Community ที่คนจัดงานและคนดูเข้าใจกัน ผู้คนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมาก ๆ

บัตรค่าเข้าก็ถูกเพราะผู้เข้าร่วมสามารถเป็นสปอนเซอร์ได้ทุกคน ใครอยากบริจาคตามจำนวน ก็จะได้ผ้าพันคอหรือได้เขียนชื่อลงบนโคมไฟประดับงาน คอนเซ็ปต์ระหว่างตัวเฟสติวัลและผู้เข้าร่วมเกื้อหนุนกันมาก ไม่รู้ว่าทั้งชีวิตนี้จะได้เจออะไรแบบนี้อีกมั้ย ประทับใจมาก ๆ ผมเห็นแล้วได้แรงบันดาลใจ อยากจัดเทศกาล World Music ในบ้านเราบ้าง ไม่ต้องที่กรุงเทพฯ ก็ได้

Hiroki Nishioka/CUEW

แล้วงาน CUEW Showcase & Conference ที่คุณไปร่วมล่ะ งานปี 2025 กับ 2026 ต่างกันอย่างไร

หนังคนละม้วนเลยครับ ปีที่แล้วหลังจากงาน Hashinoshita เขาก็เชิญตัวแทนประเทศต่าง ๆ ไป CUEW ต่อ ซึ่งเป็นกิจกรรมใหม่ เพิ่งทดลองเปิดที่โตเกียว ปี 2025 มีสถานที่จัดงานแค่ที่เดียว กลางวันจัดประชุมเสวนา เย็นก็มีการแสดงดนตรี 2 เวที ทั้งหมดเกิดในอาคาร 2 ชั้น งานมี 2 วัน รวมศิลปินทั้งหมด 16 วง

ปีนี้ CUEW 2026 เช่าตึกสำนักงานใจกลางชิบูย่า แล้วจัดงานให้เชื่อมต่อกับเทศกาลดนตรี Commercial Festival ที่มีอยู่แล้ว ชื่อ Synchronicity เพราะฉะนั้นงานจะเปิดด้วย Conference มี Networking 2 วัน เป็นโอกาสให้ตัวแทนประเทศต่าง ๆ ได้เจอคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมดนตรีญี่ปุ่น ต่างฝ่ายต่างนำเสนอวงดนตรีหรือเทศกาลของตัวเอง

แล้วก็ไปต่อที่เทศกาลดนตรีอีก 2 วัน มีสถานที่จัดงานทั้งหมด 16 แห่งทั่วชิบูย่า ศิลปินมีเกือบ 200 วง ให้ผู้เข้าร่วมเดินขึ้นตึกลงตึกไปฟังเพลงทั่วเมือง ผมเดินวันละ 20,000 ก้าว งานนี้เขาดึงศิลปินต่างชาติเข้ามาอยู่ใน Synchronicity ด้วย มีทั้งวงจากไทย อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ ทำให้เทศกาลดนตรีญี่ปุ่นมีความเป็นสากลมากขึ้น

ผมประทับใจที่ปีเดียว เราเห็นการก้าวกระโดดแบบสิบเท่า จากตัวแทนประเทศต่าง ๆ หลักสิบคน กลายเป็นหลักร้อยคน ศิลปินก็เยอะขึ้น สเกลงานขยายเร็วมาก

คล้าย ๆ กับงาน Bangkok Music City ที่คุณทำอยู่แล้วมั้ย

คล้ายครับ ของบ้านเราเป็น 8 เวทีในย่านเจริญกรุง โมเดลต่างกันเพราะเราเป็น Showcase Festival ที่เข้าชมฟรี แต่ของเขาไป Plug In กับเทศกาลดนตรีเดิมที่คนจ่ายเงินซื้อบัตร แต่จุดประสงค์ปลายทางเหมือนกันคืออยากส่งออกโปรดักต์ดนตรีในชาติไปต่างประเทศ

ผู้จัดงาน CUEW ทั้ง 3 คนเป็นเพื่อนผมอยู่แล้ว เพราะ Music Delegate แต่ละชาติเป็นกลุ่มคนเดิม ๆ ที่มักเจอหน้ากันตามงานต่าง ๆ ทั่วโลก คนที่ทำงานด้านนำเข้าและส่งออกดนตรีในแต่ละประเทศมีอยู่แค่หยิบมือเดียว ก่อนทำ CUEW เราเห็นเขาตั้งแต่เริ่มไอเดีย มาขอคำแนะนำ เราได้พูดคุยกันจนเห็นงานสำเร็จ รู้สึกยินดีด้วยสุด ๆ ไปเลย

อุตสาหกรรมดนตรีญี่ปุ่นไม่ค่อยเน้นเรื่องส่งออก เพราะตลาดดนตรีในประเทศใหญ่มาก แต่ปัจจุบันความคิดเปลี่ยนไป มีศิลปินที่อยากออกมาข้างนอกมีมากขึ้น ทำให้งานอย่าง CUEW มีประโยชน์มาก

จากที่พูดคุยกับตัวแทนดนตรีจากต่างชาติ จุดเด่นของเมืองไทยคืออะไร

ผมเองก็สงสัยเรื่องนี้ ทำไมศิลปินต่างชาติที่อยากมาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยากมาจัดงานที่กรุงเทพฯ เพราะถ้าเราเช็ก Data จะเห็นว่ายอดฟังเพลงต่างชาติส่วนใหญ่มาจากอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ เพราะประชากรเขาจำนวนมากกว่า การบริโภคดนตรีก็มากตาม

แต่ประเทศไทยมีเสน่ห์ของเมืองท่องเที่ยวที่เป็น Hub ของเอเชียที่เปิดรับความหลากหลาย และสิ่งที่เป็นจุดแข็งของเราคือ infrastructure ของสถานที่จัดงาน หรือ Live House ที่หลากหลายกว่าฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย เพราะเรามีสถานที่จัดงานตั้งแต่ 50 คน 100 คน ไล่สเกลขึ้นไปจนถึงหลักพันและหลัก 50,000 คน

ฟังใจเพิ่งเป็นออร์แกไนเซอร์จัดงานที่เมืองไทยให้ ATEEZ ศิลปินเกาหลีที่มีชื่อเสียงมากในกลุ่ม Gen Z ผู้เข้าร่วมงานครึ่งหนึ่งเป็นคนรัสเซีย เทศกาลดนตรีสากลที่ผ่านมาในเมืองไทย ทั้ง Summer Sonic, Rolling Loud และ Wonderfruit มีผู้เข้าร่วมคนไทยน้อยกว่าครึ่ง ถ้าเดินในงานจะแทบไม่ได้ยินภาษาไทยเลย แสดงว่าความแข็งแรงของเมืองไทยคือเป็น Hub จัดงานให้คนต่างชาติมาเที่ยว มาเมืองไทยไม่ได้แค่มาคอนเสิร์ต แต่มาเที่ยวพักร้อนไปในตัว มากินอาหารด้วย หรือมาเที่ยวแบบประหยัดจนถึงหรูหราก็ได้ ระบบขนส่งกรุงเทพฯ ก็ค่อนข้างเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว เท่าที่เห็นมา Nobody says no to Bangkok มันมี A little bit of everything ที่คนอยากได้

เราจะได้เห็นงานของฟังใจอะไรบ้างในอนาคต

มีการจัดงานคอนเสิร์ตเรื่อย ๆ แต่ยังพับ Maho Rasop ไว้ก่อน
ตอนนี้ถ้าอยากค้นพบดนตรีที่หลากหลายจากทั่วมุมโลก ก็ไปจอยงาน Bangkok Music City ได้ ซึ่งเป็นงานที่ขยายสเกลให้ใหญ่ขึ้นได้เรื่อย ๆ ทุกปี

Nippon 101

เกร็ดความรู้เรื่องศิลปวัฒนธรรมญี่ปุ่น ที่ทำให้คุณรู้จักแดนอาทิตย์อุทัยมากขึ้น

[©OCVB]

RYUKYU BUYO OKINAWA SOUL

ริวกิวบุโย
ศิลปะการร่ายรำแห่งอาณาจักรริวกิว สู่โอกินาวายุคปัจจุบัน

1. ‘ริวกิว’ คือชื่ออาณาจักรโบราณ ซึ่งกลายเป็น ‘โอกินาวา’ จังหวัดทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่นในภูมิภาคคิวชู ดินแดนนี้เป็นหมู่เกาะกลางทะเลที่เป็นอิสระจากญี่ปุ่น มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ศตวรรษที่ 15

2. อาณาจักรริวกิวเป็นศูนย์กลางการค้าทางทะเลที่รุ่งเรือง ค้าขายกับญี่ปุ่น จีน และหัวเมืองต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยติดต่อกับเมืองไทยตั้งแต่สมัยอยุธยา การเชื่อมต่อกับนานาชาติอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ศิลปวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นแถบนี้ มีเอกลักษณ์แตกต่างจากส่วนอื่นๆ ของญี่ปุ่น

3. ‘ริวกิวบุโย’ (Ryukyu Buyo) เป็นศิลปะการแสดงท้องถิ่นที่กำเนิดจากการรับรองแขกบ้านแขกเมือง ผู้ร่ายรำล้วนเป็นชายจากตระกูลซามูไรชั้นสูง สันนิษฐานว่าท่าร่ายรำพื้นฐานมาจากงานเทศกาลหรือการขอพร

4. ริวกิวบุโย มีหลากหลายประเภท ได้แก่ โรจินโอโดริ (Rojinodori) การร่ายรำของผู้เฒ่า, วะกะชูโอโดริ (Wakashuodori) การร่ายรำของเด็กหนุ่ม, นิซัยโอโดริ (Nisaiodori) ผสมผสานท่วงท่าคาราเต้ และอนนะโอโดริ (Onnaodori) การร่ายรำเป็นหญิงสาว โดยผู้แสดงเป็นชาย นับเป็นการแสดงที่สวยงามวิจิตรที่สุดในทุกประเภท

5. นอกจากนักแสดงบนเวที ริวกิวบุโยยังมี จิกาตะ (Jikata) นักดนตรีบรรเลงพิณ ขลุ่ย กลอง ฯลฯ โดยผู้สีซอซันชิน (Sanshin) จะเป็นผู้ขับร้องเพลงประกอบการแสดงไปด้วย

6. อาณาจักรริวกิวล่มสลายในปี 1879 แต่ศิลปวัฒนธรรมยังคงสืบทอดมารุ่นต่อรุ่น การร่ายรำริวกิวบุโยเกิดขึ้นในโรงละครเชิงพาณิชย์ อย่าง โซโอโดริ (Zoodori) ซึ่งเปิดให้คนทั่วไปรับชม และเปิดโอกาสให้นักแสดงหญิงร่ายรำ

7. นอกจากการแสดงในราชสำนัก โอกินาวายังมีละครและระบำพื้นบ้าน รวมถึงการแสดงยุคใหม่หลากหลาย ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากการแสดงดั้งเดิม แต่ปรับให้ร่วมสมัยมากขึ้น

8. ‘ชิมุงุคุรุ’ (Chimugukuru) หรือ ‘ความจริงใจ’ เป็นภาษาโอกินาวา หมายถึงความรู้สึกลึกๆ ในจิตใจมนุษย์ เป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนจิตวิญญาณของโอกินาวา และทำให้ศิลปะริวกิวยังคงสืบทอดต่อไป

[©OCVB]

ข้อมูล : ‘ริวกิวบุโย: จิตวิญญาณของโอกินาว่าที่สืบทอดกันมา’ ในโปรแกรม Stage Beyond Borders โดยเจแปนฟาวเดชั่น

Nippon in Thailand

กิจการในเมืองไทยที่พาไปรู้จักปรัชญา ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตแบบญี่ปุ่น

Yamaha Flagship Store, Bangkok
โชว์รูม โรงเรียนดนตรี และพื้นที่จัดคอนเสิร์ตประจำกรุงเทพฯ

ครบวงจร
เป็นนิยามที่ครอบคลุม ‘ยามาฮ่า แฟลกชิพ สโตร์ แบงค็อก’

ศูนย์กลางกิจกรรมดนตรีแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พื้นที่กว้างขวางกินอาณาเขตสองชั้นในอาคารสยามปทุมวัน เฮ้าส์ มีทั้งโชว์รูม พื้นที่เรียน และเวทีจัดกิจกรรมและแสดงดนตรีระดับมืออาชีพ

เมื่อเดินเข้ามา สิ่งแรกที่จะได้พบคือโชว์รูมเครื่องดนตรีหลักของยามาฮ่า ทั้งเปียโน กีต้าร์ เบส กลองชุด เครื่องเป่า เครื่องสาย และอุปกรณ์เสียง รวมถึงเครื่องดนตรีที่มีเทคโนโลยีพิเศษ อาทิ Yamaha Disklavier ที่สามารถเชื่อมต่อการแสดงข้ามประเทศได้

ถัดไปคือ Yamaha Digital Audio Creative Center (Y-DACC) พื้นที่แสดงดนตรีแบบไลฟ์เฮาส์ รองรับผู้ชมกว่า 80 ที่นั่ง พร้อมระบบเสียงแบบ 360 องศา นอกจากใช้จัดการแสดง ยังเหมาะสำหรับซาวนด์เอ็นจิเนียร์ที่ต้องการทดลองและเรียนรู้การติดตั้งระบบเสียง โดยมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาและจัดเวิร์กช็อปอย่างสม่ำเสมอ

ขึ้นไปชั้นบน จะพบ Yamaha Music Hall คอนเสิร์ตฮอลล์มาตรฐาน 120 ที่นั่ง ที่ติดตั้งระบบ Active Field Control (AFC) ของยามาฮ่า ซึ่งช่วยปรับสภาพอะคูสติกของห้อง ทำให้พื้นที่เดียวกันสร้างบรรยากาศเสียงได้หลากหลาย ตั้งแต่ห้องคอนเสิร์ต โรงละคร ไปจนถึงโบสถ์ และในพื้นที่โซนเดียวกันคือสถาบันดนตรียามาฮ่า โรงเรียนดนตรีต้นแบบ และเป็นศูนย์อบรมครูจากโรงเรียนดนตรียามาฮ่าทั่วประเทศ

“เรามุ่งมั่นสร้างระบบนิเวศทางดนตรีที่เติมเต็มประสบการณ์และคุณค่าของดนตรีในทุกช่วงวัย ตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน ไปจนถึงวัยเกษียณ โดยมีเครือข่ายโรงเรียนดนตรียามาฮ่ากว่า 85 สาขาทั่วประเทศเป็นรากฐานสำคัญ และพร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาบริการ กิจกรรม และชุมชนทางดนตรีที่ครอบคลุมยิ่งขึ้นในอนาคต” ดร.พีรวัฒน์ ชูเกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด กล่าว

สยามดนตรียามาฮ่ามีรากฐานมาจากการดำเนินธุรกิจมากว่า 60 ปีในประเทศไทย สืบสานวิสัยทัศน์ของ ดร.ถาวร พรประภา ผู้ก่อตั้ง ที่อยากเห็นคนไทยมีชีวิตที่มีความสุขผ่านเสียงดนตรี

“ผมมองว่านี่คือวิสัยทัศน์ที่มีรากฐานมาอย่างยาวนานจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งให้ความสำคัญกับการปลูกฝังวัฒนธรรมดนตรีมาตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง” ดร.พีรวัฒน์ เสริม

แนวคิดดังกล่าวส่งผลให้ยามาฮ่าลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำความเข้าใจความต้องการของผู้คนในแต่ละยุคสมัย และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ที่หลากหลาย เพื่อทำให้ดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนอย่างยั่งยืน

“เราเชื่อว่าดนตรีเชื่อมโยงผู้คนและสร้างคุณค่าให้กับชีวิตได้ พื้นที่นี้สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนรู้สึกสบายใจเหมือนอยู่บ้าน พวกเรายินดีต้อนรับคนรักดนตรีเสมอ”

Yamaha Flagship Store, Bangkok
ที่ตั้ง : Siam Patumwan House ชั้น M ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ
วัน-เวลาทำการ : 10.00 – 19.00 น. (เปิดทุกวัน)
Instagram : @yamahamusicthailand

ที่ปรึกษา
โฮโนะ มาซูกิ, เอริโกะ คาวากุจิ, เววิรี อิทธิอนันต์กุล

บรรณาธิการ&นักเขียน
ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการศิลปกรรม&ช่างภาพ
ปฏิพล รัชตอาภา

พิสูจน์อักษร
สุดาวรรณ วนสุนทรเมธี

นักวาดภาพประกอบ
blueciiel

ติดต่อสอบถาม
ชั้น 10 อาคารเสริมมิตร ทาวเวอร์
159 ถ.สุขุมวิท 21 (อโศกมนตรี)
กรุงเทพฯ 10110
Facebook: jfbangkok
อีเมล: acdept_jfbkk@jpf.go.jp