Nana Nippon ฉบับที่ 123

Nana Talk

รู้จักความเคลื่อนไหวในหลากมิติวัฒนธรรม ผ่านบุคคลในวงการศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยไทย-ญี่ปุ่น

Somboon Hormtientong, The Unheard Voice, 1995.

Always True. Always Dib.

เข้าถึงแก่นแท้ความดิบกับ Dr. Miwako Tezuka ผู้อำนวยการ Dib Bangkok
พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติแห่งแรกของกรุงเทพฯ

เหมือนซูชิที่อร่อยเพราะดึงจุดเด่นของวัตถุดิบแต่ละชนิดออกมา

‘ดิบ บางกอก’ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติแห่งแรกของกรุงเทพฯ ดึงมาสเตอร์พีซของศิลปินมาเสิร์ฟทั่วพื้นที่ ซึ่งเปิดตัวอย่างสง่างามในปี 2025 และสร้างแรงกระเพื่อมระลอกใหญ่ให้วงการศิลปะในเมืองไทย

ในวาระที่ ดิบ บางกอก เปิดตัวนิทรรศการใหม่ ‘Giving Life’ หรือ ‘ชีวิต ชีวา’ ไปหมาด ๆ Nana Nippon ฉบับนี้จึงชวนสนทนากับมิวเซียมไดเร็กเตอร์ Dr. Miwako Tezuka

เธอใช้ชีวิตอยู่นิวยอร์กกว่า 30 ปี ทำงานในพิพิธภัณฑ์อย่าง Asia Society, Japan Society Gallery และองค์กรศิลปะต่าง ๆ ในเมืองบิ๊กแอปเปิล ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางอาชีพครั้งใหญ่ ย้ายมาเมืองไทยเมื่อเกือบ 3 ปีก่อน เพื่อรับตำแหน่งผู้อำนวยการคนแรกของ ดิบ บางกอก

ดร. มิวาโกะ ไม่เพียงพาเราเจาะลึกนิทรรศการปัจจุบัน ย้อนอดีตไปหาช่วงเวลาเริ่มต้นของศิลปะร่วมสมัย และมองทิศทางของศิลปะไทยในอนาคต เธอยังปอกเปลือกแนวคิดการบริหารสถาบันศิลปะ ปรัชญาพุทธแบบญี่ปุ่น และวิถีการทำงานแบบดิบ – เส้นทางที่ไม่มีวันสุก และไม่มีวันไหม้เกรียม

image003

คุณอยู่นิวยอร์กนานถึง 3 ทศวรรษ รากความเป็นญี่ปุ่นอะไรที่ติดตัวคุณมาตลอด จนมาถึง ดิบ บางกอก

ปรัชญาความเชื่อติดตัวฉันเสมอมา ไม่ว่าไปที่ไหนก็ตามค่ะ

ฉันไม่ได้นับถือศาสนาไหนเป็นพิเศษ แต่จิตวิญญาณผูกพันกับปรัชญาพุทธ วินัยต่อการฝึกฝนตนเอง และการฝึกสมาธิผ่านศิลปะ สิ่งเหล่านี้สะท้อนผ่านการทำงานทุกอย่าง ซึ่งก็มาปรากฏที่ Dib Bangkok เช่นกัน

ไม่ว่าเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว ฉันตั้งใจทุ่มเทเต็มที่เสมอ ความมุ่งมั่นเป็นรากฐานการทำงานแบบญี่ปุ่น ซึ่งช่วยให้ฉันเห็นแนวทางการใช้ชีวิตได้ชัดเจน มันเป็นเรื่องพื้นฐานข้างในมากกว่าเรื่องภายนอก ไม่เกี่ยวกับกระแส ค่านิยมในสังคม หรือสิ่งที่คนอื่น ๆ ทำ มันทำให้ฉันได้อยู่กับตัวเอง เข้าใจตัวเองอย่างลึกซึ้ง และตั้งใจกับสิ่งที่เราทำได้

Montien Boonma, Lotus Sound, 1992

นี่เป็นเหตุผลให้นิทรรศการเปิดตัว ดิบ บางกอก เป็นเรื่อง (In)visible Presence ที่พูดเรื่องประสาทสัมผัส ความทรงจำ และจิตวิญญาณแบบพุทธใช่มั้ย

ใช่ค่ะ นอกจากความสนใจต่อปรัชญาพุทธจากญี่ปุ่น สถาปัตยกรรมของมิวเซียมที่ คุณกุลภัทร ยันตรศาสตร์ ออกแบบให้เกิดช่องว่าง และพื้นที่ที่ทำให้คนมีส่วนร่วม ก็เป็นแรงบันดาลใจต่อแนวทางการคัดสรรชิ้นงานเช่นกัน คอนเซปต์ของนิทรรศการเปิดตัวจึงเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แล้วการที่เรามีผลงานของมณเฑียร บุญมา ก็ยอดเยี่ยมมาก เพราะเขาคือจุดเชื่อมต่อและจุดเปลี่ยนในการสร้างงานศิลปะ ระหว่างศิลปินไทยและศิลปินจากทั่วโลก

Kei Imazu, Satene's Gate, 2023.

หลังจากนั้น ทำไมนิทรรศการถัดมาถึงเป็นเรื่อง Giving Life หรือ ‘ชีวิต ชีวา’

นิทรรศการหลักของเราเป็นเหมือนแต่ละบทของหนังสือค่ะ นิทรรศการเปิดตัวมิวเซียมคือบทเปิด และนิทรรศการที่สองคือบทต่อมา มิวเซียมนี้เปรียบเสมือนสิ่งมีชีวิต (Living Organism) แล้วเราก็กำลังเล่าเรื่องของชีวิตที่ชื่อ Dib Bangkok

นิทรรศการแรกเล่าเรื่องแนวคิด ช่วงเวลาที่ความฝันของ คุณเพชร โอสถานุเคราะห์ ในการสร้างพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติในกรุงเทพมหานครกลายเป็นความจริง และส่งต่อมาถึงรุ่นลูกชาย คุณภูรัตน์ โอสถานุเคราะห์ เมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ นั้นก็เติบโตและเผยตัวตนต่อโลก ดังนั้นเราจึงเล่าเรื่องทารกนี้ผ่านประสาทสัมผัส ทั้งการมองเห็น การได้ยิน การดมกลิ่น การสัมผัส

นิทรรศการที่สอง Giving Life เป็นเรื่องราวต่อเนื่อง ทารกนี้กลายเป็นเด็กเล็กที่พร้อมจะเคลื่อนไหว ออกเดิน และสัมผัสสิ่งแวดล้อมรอบตัว ดังนั้นนิทรรศการถัด ๆ ไป สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามิวเซียมนี้ก็พร้อมจะเติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ

Vasan Sitthiket, Inferno, 1991
Sutee Kunavichayanont, The White Elephant, 1999/2026.

แล้วทำไมนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยที่นี่จึงเริ่มเล่าเรื่องตั้งแต่ยุค 1960s – 1970s

เวลาคิดถึงศิลปะร่วมสมัย เรามักนึกจากมุมมองของเรา คือปีปัจจุบัน หรือย้อนหลังไปแค่ 2 – 3 ปีใช่มั้ยคะ แต่ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ที่ศิลปินร่วมสมัยรุ่นใหม่เคลื่อนไหว เราอยากเล่าเรื่องศิลปินที่ทดลองทำสิ่งใหม่ ๆ ในแบบของตัวเอง และจิตวิญญาณความกล้าทดลองก็ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างออกไป จากปี 60s 70s 80s มาจนถึงทุกวันนี้ ไม่มีอะไรหยุดนิ่ง ทุกสิ่งเคลื่อนไหวออกจากช่วงเวลาปัจจุบัน

ฉันอยากแสดงรอยต่อทางประวัติศาสตร์ และขบคิดถึงอดีตเสมือนว่ามันเกิดขึ้นตรงหน้าเรา นิทรรศการจึงมีมุมที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ศิลปะ

วงการศิลปะร่วมสมัยในไทยแตกต่างจากสหรัฐอเมริกาหรือญี่ปุ่น ซึ่งวงการทั้งใหญ่กว่า และเคลื่อนไหวเร็วกว่ามาก ในปี 60s ศิลปินไทยก็จำนวนน้อยกว่ามาก อะไรคือความท้าทายและความสนุกในการเล่าเรื่องนี้

 คนมักพูดกันว่าวงการศิลปะในเมืองไทยยังอ่อนเยาว์ ไม่ใช่แค่ในเมืองไทยนะคะ ทั้งภูมิภาคเลยล่ะ

แต่ถ้าลองมองดี ๆ 3 ทศวรรษที่แล้ว เมืองไทยก็มีศิลปินที่ทำงานต่อเนื่อง มีชุมชนศิลปะ มีวงการศิลปะ แม้ว่าขนาดจะไม่ใหญ่โตมากก็ตาม สิ่งเดียวที่ทำให้เมืองไทยแตกต่างคือโครงสร้างค่ะ ญี่ปุ่นมีโครงสร้างที่แข็งแรงชัดเจน อย่างแกลเลอรี พิพิธภัณฑ์ และวิชาการด้านศิลปะ ซึ่งส่งเสริมการสร้างทรัพยากรมนุษย์

ข้อดีในสถานการณ์เช่นนี้ คือศิลปินทำงานที่สร้างสรรค์จริง ๆ นอกเหนือจากกรอบของพิพิธภัณฑ์ กรอบของวิชาการหรือสถาบันใด ๆ เสรีภาพคือสิ่งที่ฟูมฟักผลักดันคนเก่ง ๆ จากเมืองไทย ซึ่งทุกวันนี้ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ

จังหวะของวงการศิลปะในแต่ละภูมิภาคนั้นต่างกัน ฉันคิดว่าตอนนี้วงการศิลปะไทยเคลื่อนไหวเร็วขึ้น ร่วมสร้างความหลากหลายและเปิดมุมมองใหม่ให้กับวงการศิลปะโลก ขณะที่องค์กรอื่น ๆ ต่างก็ทำหน้าที่ยอดเยี่ยมในการดูแลสนับสนุนศิลปะจากเมืองไทย

ขณะที่เรากำลังวิ่งไปข้างหน้า วงการศิลปะเมืองนอกเป็นอย่างไร

คิดว่ากำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการตกผลึก ว่าพิพิธภัณฑ์สามารถเป็นอะไรได้บ้าง นิยามของพิพิธภัณฑ์คืออะไร ขณะที่สังคมก้าวไปข้างหน้า สถาบันต่าง ๆ ก็ต้องขยับตาม การเปลี่ยนแปลงทางสังคมสะท้อนว่าผู้คนเปลี่ยนแปลงเสมอ

ขณะที่ที่อื่นตกผลึก เราก็กำลังเปิดตัวพื้นที่ใหม่ อยู่คนละจุดของวงจรการพัฒนากัน สถาบันและองค์กรต่าง ๆ ที่นี่มีเสรีภาพ ไม่จำเป็นต้องทำตามกรอบเดิม ๆ ของนิยามพิพิธภัณฑ์ เราสามารถทดลอง สร้างพื้นที่ที่ทำงานกับผู้คน และเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ดื่มด่ำกับวัฒนธรรม และศิลปะร่วมสมัย ซึ่งฉันคิดว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้น หลายสิ่งเกิดขึ้นพร้อมกันในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะที่กรุงเทพฯ เมืองนี้กำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยนมากขึ้นเรื่อย ๆ ภายใน 5 – 10 ปีข้างหน้า ฉันเชื่อว่าเราจะผ่านจุดนี้ และเมืองไทยสามารถกลายเป็นจุดหมายปลายทางแห่งวัฒนธรรม พร้อมด้วยเนื้อหาด้านศิลปะร่วมสมัยที่เข้มข้นและมีคุณภาพ

ยกตัวอย่างได้ไหมว่า Dib Bangkok ใช้เสรีภาพกล่าวมาอย่างไร

เราทำงานอย่างใกล้ชิดกับศิลปิน เปิดโอกาสให้เขาทะเยอทะยาน คิดการใหญ่ และพวกเราจะหาทางช่วยสนับสนุน เพราะว่าศิลปินอาจจะมีไอเดียบ้า ๆ มากมาย และเป็นหน้าที่ของพวกเราที่ต้องช่วยทำให้ไอเดียเหล่านั้นจัดแสดงในพื้นที่ได้จริงค่ะ

ทักษะและประสบการณ์ของคุณจากญี่ปุ่นและนิวยอร์ก ถูกปรับใช้กับงานของคุณที่กรุงเทพฯ อย่างไร

ฉันใช้ประสบการณ์เดิมเป็นสิ่งอ้างอิง แต่สิ่งที่พยายามไม่ทำเป็นอันขาด คือการนำสิ่งที่เรียนรู้มาใช้โดยตรง เพราะการทำงานกับพื้นที่วัฒนธรรมใหม่ ต้องสร้างสิ่งใหม่ที่เหมาะสมกับพื้นที่

ยกตัวอย่างนะคะ ตอนที่ฉันกำลังสร้างทีมสำหรับพิพิธภัณฑ์ ฉันรู้ว่าพิพิธภัณฑ์ต้องการฝ่ายอะไรบ้าง มีฝ่ายภัณฑารักษ์ ฝ่ายการศึกษา ฝ่ายการตลาด ฯลฯ ฉันรู้จักโครงสร้างจากสิ่งอ้างอิงเดิม แล้วฉันก็ร่วมมือกับทีมงานในการสร้างหรือปรับเปลี่ยนสิ่งใหม่ที่เหมาะสมกับประเทศ เราสร้างระบบผสมผสานที่ใช้ได้จริง

วิธีการบริหารพิพิธภัณฑ์นานาชาติมีระบบและกฎต่าง ๆ เป็นมาตรฐาน แต่เราไม่จำเป็นต้องผูกติดกับกฎเหล่านั้น เพียงเพราะกฎกำหนดไว้ บริบทของกฎส่วนใหญ่มาจากยุโรปและอเมริกา ซึ่งไม่ได้สอดคล้องเสมอไปกับวัฒนธรรมที่แตกต่าง ผู้คนที่แตกต่าง ภูมิอากาศหรือภูมิประเทศที่แตกต่าง ดังนั้นเราจึงไม่ได้พยายามนำสิ่งที่คนอื่นสร้างมาใช้ โดยปรับเปลี่ยนตัวเราเองให้เข้ากับกฎ เราเลือกทำสิ่งที่ตรงกันข้าม คือเรียนรู้จากภายนอก แล้วปรับโลกให้เข้ากับเรา ซึ่งฉันเชื่อว่าสิ่งนี้คือความเป็นไทยมาก ๆ

ใช่เลย

เมืองไทยปรับตัวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่แบบนี้เลยค่ะ เรียนรู้จากโลกภายนอก เลือกสิ่งที่ใช่มาปรับใช้ และสร้างภาษาของสถาบัน รัฐบาล หรือส่วนราชการขึ้นมาเอง เรากำลังทำกระบวนการที่คล้ายคลึงกัน คือสร้างวัฒนธรรมผสมผสานที่สวยงาม

image021
Bassim Al Shaker, The First Sky, 2026

“ดิบ” สำหรับคุณ หมายถึงอะไร ทั้งในเชิงนามธรรมและรูปธรรม

ดิบ หมายถึงการทดลองที่ไม่สิ้นสุด และความคิดฝันถึงความเป็นไปได้

ดิบ บางกอก ใช้เวลามากกว่า 30 ปีกว่าจะเกิดเป็นพิพิธภัณฑ์ มันเคยเป็นแค่ความฝันมาก่อน เราคือหลักฐานที่มีชีวิตว่าฝันกลายเป็นจริงได้ หากเรายึดมั่น ทำงานหนัก และตามหาผู้คนที่แบ่งปันความฝันกับเราเจอ และทำให้มันกลายเป็นจริงได้

ในโลกความเป็นจริง ดิบคือพิพิธภัณฑ์ที่ร่วมมือกับศิลปินในการผลักขอบเขตเดิมๆ เราอยากสร้างนิทรรศการและกิจกรรมที่น่าตื่นใจ ตื่นตา และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เราคิดเสมอว่าจะทำยังไงให้คนที่มาเยี่ยมชมได้สนุกสนานไปด้วยกันกับเรา ไม่ว่าจะเป็นคนท้องถิ่นหรือคนจากทั่วโลก มันเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับให้คนได้เรียนรู้ เชื่อมต่อ และตกผลึกค่ะ

Alexander Calder, Les Trois Barres, 1970, at Dib Bangkok.
© 2026 Calder Foundation, New York / Artists Rights Society (ARS), New York
Rachel Youn, Fixus, 2022

ความดิบแสดงออกอย่างชัดเจนผ่านสถาปัตยกรรม แล้วนิทรรศการปัจจุบัน ตลอดจนนิทรรศการในอนาคต จะต้องมีแนวคิดดิบ ๆ ตลอดไปมั้ย หรือว่าจะเติบโตแตกต่างออกไป

แนวคิดจะเติบโตค่ะ แต่ความดิบจะแฝงอยู่เสมอ

ฉันเชื่อมั่นในปรัชญาที่ว่า สิ่งเดียวที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือความเปลี่ยนแปลง นักปราชญ์กรีกโรมันเชื่อเช่นนี้ และนักปราชญ์เอเชียก็คิดเช่นเดียวกันว่าสิ่งต่าง ๆ ล้วนไม่จีรัง ต่างวูบไหวและเคลื่อนที่อยู่เสมอ

ดิบ หมายถึงสิ่งที่ไม่สุก ไม่แต่งเติม มีความจริงแท้ ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาเรื่องความเปลี่ยนแปลงอันเป็นนิรันดร์ ดิบจึงเป็นแนวทางหลักในการคัดสรรงานและกิจกรรมของเราเสมอค่ะ

หมายความว่า ดิบ จะไม่มีวันสุก

ไม่มีวันสุก ไม่มีวันไหม้เกรียมด้วยค่ะ! เราไม่อยากเป็นเนื้อแห้ง ๆ ไม่อร่อย

ต้องดิบ ๆ ชุ่มฉ่ำเสมอ

(พยักหน้า) เหมือนซูชิ ซึ่งเรียบง่ายมาก แต่อร่อยเพราะดึงจุดเด่นของวัตถุดิบแต่ละชนิดออกมา

ศิลปะก็คล้าย ๆ กันค่ะ เราเห็นศักยภาพศิลปิน และพยายามช่วยผลักดันโดยไม่ปรุงแต่งมากเกินไป เพราะเขามีของดีของเด็ดอยู่ในตัวอยู่แล้ว เราเห็นรสชาติความอร่อยที่เป็นสากล

ความดิบก็สื่อถึงความเปลือยเปล่าด้วยใช่มั้ย

ใช่ ซึ่งเป็นเรื่องที่กล้าหาญมากนะคะ จริง ๆ แล้วการตกแต่งห่อหุ้มวัตถุดิบเป็นเรื่องง่ายมาก แต่การนำเสนอสิ่งที่เรียบง่าย ในสภาวะที่จริงใจ เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก ๆ เลยล่ะ เพราะศิลปินแต่ละคนต่างก็แสดงความเปราะบางหรือตัวตนที่แท้จริงข้างใน ขณะที่เราต่างซ่อนบางสิ่ง หรือนำเสนอตัวตนบางอย่างต่อสังคม ศิลปินคือผู้กล้าซึ่งเปิดเผยสิ่งที่จริงแท้ต่อตนเอง และต่อมนุษยชาติ พวกเขาคือคนฝีมือที่เราอยากร่วมงานด้วย

Project 147 (๑๔๗) by Nawin Nuthong, CHANEL Gateway Commission at Dib Bangkok,
supported by the CHANEL Culture Fund.

ดิบ บางกอก สร้างชีวิตใหม่ให้วงการศิลปะไทย แต่ศิลปินไทยจะถูกเห็นและได้รับการยอมรับมากขึ้นจากนานาชาติจริง ๆ มั้ย

เชื่ออย่างนั้นนะคะ หากมีการสนับสนุนที่ถูกต้องและสม่ำเสมอ และมีความกระตือรือร้นที่จะสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้คนอย่างต่อเนื่อง ฉันคิดว่าศิลปินไทยจะมีที่ยืนในระดับนานาชาติ และบางคนก็มีชื่อเสียงในระดับนั้นแล้วจริง ๆ เมืองไทยมีศิลปินมากมายเลย

คุณมีคำแนะนำอะไรที่อยากมอบแก่ศิลปินไทยร่วมสมัยที่กำลังพัฒนางาน หรืออยากเข้าถึงผู้คนให้มากขึ้น

ทำสิ่งที่คุณทำอยู่ต่อไป ฉันรู้สึกว่าเมื่อศิลปินสนใจความเห็นของคนอื่นที่มีต่อตัวเอง ผู้ชมจะได้กลิ่นและรู้ทัน เพราะฉะนั้นจงทำสิ่งที่คุณเชื่อ ทำโดยไม่ต้องคิดเยอะว่าคนอื่นจะคิดเห็นกับงานอย่างไร เพราะมันจะไปบดบังวิสัยทัศน์ของคนทำงาน

มิวสิกวิดีโอ SaWaDiKa ของลิซ่า ที่ถ่ายทำที่ ดิบ บางกอก ทำให้คนมาเยี่ยมชมเยอะที่นี่ขึ้นมั้ย

พาคนใหม่ ๆ มาจริงค่ะ คนจำนวนมากมาถ่ายเซลฟี่หรือถ่ายจุดที่ถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ ฉันดีใจที่พูดได้เลยว่า 99% ของคนที่มาที่นี่น่ารัก เคารพพื้นที่พิพิธภัณฑ์และงานศิลปะ เอ็มวีทำให้ประตูของพิพิธภัณฑ์เปิดกว้างสู่คนกระแสหลักมากขึ้น และก็หวังว่าคนที่มาจะสนใจเข้ามาชมนิทรรศการ แค่ก้าวเข้ามาอีกก้าวแล้วทำความรู้จักกันมากขึ้น

ชีวิตในกรุงเทพฯ มอบอะไรให้คุณ และเอาอะไรไปจากคุณ

กรุงเทพฯ ให้ความรู้สึกถึงอิสรภาพ เพราะมีช่องว่างระหว่างพื้นที่และกฎเกณฑ์เดิม ๆ ทำให้เราได้ทดลองทำสิ่งใหม่ แต่สิ่งที่หายไปน่าจะเป็นการเดินเท้าค่ะ ตอนอยู่นิวยอร์ก ฉันชอบเดินเป็นชั่วโมง ๆ เพื่อขบคิดและมองผู้คน ตอนย้ายมาที่นี่ ฉันจับเวลาว่าใช้เวลาอยู่กลางแจ้งได้นานแค่ไหน ปรากฏว่าตอนที่อากาศร้อน ๆ อยู่ได้แค่ 20 นาทีเท่านั้นเอง คิดถึงการเดินเท้านาน ๆ เป็นชั่วโมง ๆ ค่ะ

อะไรในกรุงเทพฯ ที่เปลี่ยนความคิดของคุณต่อศิลปะ หรือการบริหารจัดการพื้นที่ทางวัฒนธรรม

ฉันเรียนรู้มากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าศิลปะคือสิ่งที่เกิดจากความสัมพันธ์ ระหว่างคนทำงานพิพิธภัณฑ์กับศิลปิน ระหว่างศิลปินกันเอง ระหว่างผู้ชม และระหว่างชุมชน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและโลกดิจิทัลกลืนกินทุกสิ่ง เราสูญเสียการเชื่อมต่อกันและกัน แต่ฉันได้กลับมาตระหนักถึงความสำคัญของความสัมพันธ์อีกครั้งที่นี่ค่ะ

Alicja Kwade, Pars pro Toto, 2020.
Alicja Kwade, Pars pro Toto, 2020.

Nippon 101

เกร็ดความรู้เรื่องศิลปวัฒนธรรมญี่ปุ่น ที่ทำให้คุณรู้จักแดนอาทิตย์อุทัยมากขึ้น

Jūdenken เขตอนุรักษ์สถาปัตยกรรมทรงคุณค่าในญี่ปุ่น
ระบบอนุรักษ์พื้นที่ประวัติศาสตร์ ตั้งแต่บ้านซามูไร ศาลเจ้า โรงน้ำชา ถึงเมืองอุตสาหกรรม

1. ‘Jūdenken’ หรือ ‘เขตอนุรักษ์สถาปัตยกรรมทรงคุณค่าในญี่ปุ่น’ เป็นก้าวสำคัญของการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม เพราะไม่ใช่การอนุรักษ์อาคารเป็นหลัง ๆ แต่ขยายผลสู่การอนุรักษ์ระดับกลุ่มอาคาร โดยครอบคลุมถึงสภาพแวดล้อมโดยรอบ หมายความว่าพื้นที่ไหนเป็น Jūdenken จะต้องอนุรักษ์ทั้งบ้านเรือน สิ่งปลูกสร้างดั้งเดิม ถนน เรือ ต้นไม้ ภูเขา ทะเล ฯลฯ ในละแวกนั้นทั้งหมด

2. ระบบนี้เกิดขึ้นในช่วง 1970 เมื่อญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ เกิดกระแสตื่นตัวด้านการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมดั้งเดิมซึ่งค่อย ๆ เสื่อมสลายตามกาลเวลา สำนักงานวัฒนธรรมจึงออกประกาศเขตพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์ทางสถาปัตยกรรม โดยพื้นที่ซึ่งได้รับการคัดเลือกจะได้รับงบประมาณสนับสนุนตามกฎหมาย

3. Jūdenken จำแนกได้เป็น 8 ประเภท คือ บ้านนักรบซามูไร วัดและศาลเจ้า ร้านค้า โรงน้ำชา เมืองพักแรม เมืองท่า หมู่บ้าน และเมืองอุตสาหกรรม

4. ตัวอย่าง Jūdenken ที่คนไทยรู้จักดี คือ Kyoto-shi Gion-Shinbashi หรือย่านกิออนในเกียวโต เป็นแหล่งท่องเที่ยวยามราตรีที่เกิดจากการรวมกลุ่มร้านสังสรรค์ยามค่ำคืน 6 เขต เขตอนุรักษ์คือเรือนไม้มุงหลังคากระเบื้องดินเผาแบบ Sangawara ซึ่งสร้างหลังไฟไหม้ครั้งใหญ่ในปี 1865 ลักษณะเด่นคือแผงบานประตูหน้าต่างตาราง Koshi และมีชายคายื่นออกมาแขวนม่านบังแดดของห้องรับแขกอเนกประสงค์ชั้นล่าง หรือ Zashiki

5. อีก Jūdenken ที่นักท่องเที่ยวไทยนิยมไปเที่ยว คือ Shirakawa-mura Ogi-machi หมู่บ้านกลางหุบเขาที่กิฟุที่มักเผชิญหิมะตกหนัก บ้านชาวนาหลังคาทรง Gassho หรือทรงจั่ว มุงหญ้า Kaya หนาหนัก 2 – 3 ชั้น ตลอดจนท้องนา ทางเดิน และทางน้ำรอบหมู่บ้าน เป็นเอกลักษณ์จนขึ้นทะเบียนมรดกโลก

6. นอกจากนี้ยังมี Jūdenken อื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น Hakodate-shi Motomachi-Suehiro-cho เมืองท่าในฮอกไกโดที่มีบ้านเรือนสไตล์ตะวันตกผสมญี่ปุ่น และโบสถ์คริสต์, Arita-machi Arita-Uchiyama หมู่บ้านผลิตเซรามิกในจังหวัดซากะที่โด่งดังในยุคเอโดะ, Otu-shi Sakamoto หมู่บ้านชาวพุทธในจังหวัดชิกะ บ้านเรือนและสวนงดงาม มีกำแพงหินเป็นเอกลักษณ์ และ Oda-shi Yunotsu เมืองออนเซ็นล้อมด้วยภูเขาและทะเล อดีตหมู่บ้านชาวประมงยังคงเก็บรักษาสถาปัตย์เดิมไว้อย่างสวยงาม

7. เขตอนุรักษ์สถาปัตยกรรมทรงคุณค่าในญี่ปุ่นเพิ่มจำนวนขึ้น 2 – 3 แห่งทุกปี โดยปี 2026 มี Jūdenken ทั้งหมด 130 ชุมชนทั่วประเทศ

8. มีการคาดการณ์ว่าชุมชนที่ควรจัดอยู่ในเขตอนุรักษ์ฯ มีราว ๆ 300 แห่งทั่วประเทศ เป็นไปได้มากว่าสำนักงานวัฒนธรรมจะไล่ขึ้นทะเบียนชุมชนเหล่านี้ทั้งหมด ซึ่งจะช่วยอนุรักษ์มรดกสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม

9. แนวทางการอนุรักษ์ Jūdenken ทั้งระบบจัดการ การขึ้นทะเบียน การแบ่งประเภท และการจัดสรรงบประมาณ เป็นตัวอย่างที่เข้าใจง่าย และน่าศึกษาเพื่อนำมาปรับใช้ในประเทศไทย

ข้อมูล : หนังสือ ‘เขตอนุรักษ์สถาปัตยกรรมทรงคุณค่าในญี่ปุ่น’ โดย เทิดศักดิ์ เตชะกิจขจร (2559)
www.denken.gr.jp/english

Nippon in Thailand

กิจการในเมืองไทยที่พาไปรู้จักปรัชญา ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตแบบญี่ปุ่น

123_th_001

THAI ISEKYU
แบรนด์เบญจรงค์ของครอบครัวญี่ปุ่น ที่สืบสานงานคราฟต์ไทยมาเกือบ 50 ปี

“ถ้าพูดชื่อ ‘ไทยอิเสคคิว’ ขึ้นมา คนไทยอาจจะไม่คุ้นเคย แต่คนญี่ปุ่นที่มาเมืองไทย จะรู้ทันทีว่านี่คือแบรนด์ขายเบญจรงค์ไทย เหมาะกับการซื้อไปใช้หรือซื้อเป็นของฝากกลับบ้าน”

คุณ Manabu Nomura ทายาทกิจการเครื่องปั้นดินเผาสไตล์ไทย-ญี่ปุ่น เอ่ยอย่างภาคภูมิใจ

123_th_003

ย้อนกลับไปเกือบ 50 ปีก่อน คุณ Tsutomu Nomura วิศวกรเซรามิกผู้เป็นพ่อของคุณมานาบุ ได้เข้ามาทำงานพัฒนาเซรามิกในเมืองไทย โดยเน้นการผลิตเพื่ออุตสาหกรรมกระเบื้องตกแต่งและอิฐเซรามิก ต่อมาตัวเขากลับหลงใหลเสน่ห์ของเบญจรงค์และเครื่องปั้นดินเผาเคลือบแบบไทย ๆ ที่ลงยาเขียนลวดลายสีสันวิจิตรด้วยมือ จึงตัดสินใจก่อตั้งไทยอิเสคคิวในปี 1979 โดยร่วมมือกับ Isekyu บริษัทเก่าแก่ที่ผลิตเคมีภัณฑ์และอุปกรณ์เครื่องปั้นดินเผาจากญี่ปุ่น ซึ่งก่อตั้งในปี 1758 หรือเกือบ 270 ปีที่แล้ว

งานขายเบญจรงค์หรือของที่ระลึกคราฟต์ไทยอาจเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของธุรกิจ เมื่อเทียบกับงานขายเครื่องจักรและอุปกรณ์เครื่องปั้นแบบ B2B ของไทยอิเสคคิว แต่ทั้งสองบริษัทยังร่วมมือผลิตเบญจรงค์อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนจนถึงทุกวันนี้ เพราะครอบครัวโนมุระไม่เคยคิดจะเลิกกิจการ

หลังจากคุณพ่อเสียชีวิต คุณแม่ Reiko Nomura เข้ามารับช่วงธุรกิจต่อ และพยายามพัฒนาเบญจรงค์ให้เข้ากับการใช้ในชีวิตของคนยุคใหม่มากขึ้น เน้นผลิตเบญจรงค์ที่สวยงาม ปลอดภัย และใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่จำเป็นต้องเก็บในตู้โชว์เพียงอย่างเดียว เธอยังใส่ดีไซน์ญี่ปุ่นเข้าไปในลวดลาย เติมความเรียบง่ายลงไปในช่องว่างบ้าง แซมดอกซากุระเข้าไปกับดอกราชพฤกษ์บ้าง ทำให้เบญจรงค์เข้าถึงง่าย

ในปี 2024 เมื่อคุณมานาบุเกษียณจากงานผู้บริหารด้านการเงินที่ญี่ปุ่น จึงตัดสินใจย้ายมาอยู่ประเทศไทยเพื่อดูแลคุณแม่และสานต่อธุรกิจของครอบครัว สิ่งแรก ๆ ที่เขาทำคือจ้างบัณฑิตศิลปะรุ่นใหม่ ๆ จากเชียงใหม่ เข้ามาเป็นทีมงานออกแบบเพนต์เบญจรงค์ร่วมกับช่างฝีมือดั้งเดิม เพื่อสร้างสรรค์ผลงานซึ่งยังคงเอกลักษณ์งานไทย ขณะเดียวกันก็มีความร่วมสมัยและเข้ากับคนรุ่นใหม่

ปัจจุบันร้านทำงานร่วมกับช่างฝีมือชาวไทยหลายช่วงวัยรวมประมาณ 10 คน รวมถึงทำงานคอลแล็บกับแบรนด์อื่น ๆ เพื่อสร้างสรรค์สินค้าและบริการที่หลากหลายและสนุกสนานขึ้น สะท้อนความตั้งใจในการนำศิลปะไทยไปสู่วงกว้าง

ไม่ว่าจะเป็นแก้วไวน์ก้านเบญจรงค์ ซึ่งร่วมมือกับแบรนด์ Riedel นำงานคราฟต์มาผสมผสานกับเทคโนโลยีญี่ปุ่น ซึ่งได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และขึ้นโต๊ะอาหารทำเนียบเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย

ชุดปิ่นโตเบญจรงค์ หูจับทองเหลืองสุดวิจิตร ใช้เสิร์ฟที่ดุสิตธานี เกียวโต

หรือถ้วยมัทฉะลวดลายไทยล้านนา โดยอาจารย์ Takanao Todo ออกแบบร่วมกับช่างฝีมือที่นี่ จนเกิดเป็นคอลเลกชันพิเศษที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

สินค้าในร้านมีตั้งแต่ชิ้นเล็ก ๆ ราคาเริ่มต้นประมาณ 200 – 300 บาท ไปจนถึงหลักหมื่น โดยทางร้านรับงานผลิตงานสั่งทำ ออกแบบลวดลายหรือข้อความเฉพาะตัวให้ได้ และยังมีบริการเวิร์กชอปสอนเพนต์เบญจรงค์ด้วย โดยใช้เวลาเริ่มต้นราว 2 – 3 ชั่วโมง เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ทดลองสร้างสรรค์จานหรือถ้วยเคลือบไทย ๆ ด้วยตัวเอง

“ลูกค้าส่วนใหญ่ของเราตอนนี้เป็นชาวญี่ปุ่น ถึงผมเป็นคนต่างชาติ แต่ผมเห็นว่าเบญจรงค์มีคุณค่ามาก ผมอยากให้คนสนใจมรดกหัตถศิลป์ เห็นความสำคัญของงานฝีมือดั้งเดิม นี่อาจจะไม่ใช่ธุรกิจที่โตมาก ทำกำไรมาก แต่ผมมองว่าเป็นธุรกิจที่ดี งานศิลปะทำมือในชีวิตประจำวันแบบนี้ ทำให้คนมีความสุข”

123_th_019

THAI ISEKYU
ที่ตั้ง : 1/16 ซอย 10 (แสนสำราญ) ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ
วัน-เวลาทำการ : 09.00 – 17.00 น. (เปิดทุกวัน)
Tel : (+66)2-252-2509 , 2510
Website : th-isekyu.com

ติดต่อสอบถาม
ชั้น 10 อาคารเสริมมิตร ทาวเวอร์
159 ถ.สุขุมวิท 21 (อโศกมนตรี)
กรุงเทพฯ 10110
Facebook: jfbangkok
อีเมล: acdept_jfbkk@jpf.go.jp

ที่ปรึกษา
โฮโนะ มาซูกิ, เอริโกะ คาวากุจิ, เววิรี อิทธิอนันต์กุล

บรรณาธิการ&นักเขียน
ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการศิลปกรรม&ช่างภาพ
ปฏิพล รัชตอาภา

พิสูจน์อักษร
สุดาวรรณ วนสุนทรเมธี

นักวาดภาพประกอบ
blueciiel