Nana Talk
รู้จักความเคลื่อนไหวในหลากมิติวัฒนธรรม ผ่านบุคคลในวงการศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยไทย-ญี่ปุ่น
Always True. Always Dib.
เข้าถึงแก่นแท้ความดิบกับ Dr. Miwako Tezuka ผู้อำนวยการ Dib Bangkok
พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติแห่งแรกของกรุงเทพฯ
เหมือนซูชิที่อร่อยเพราะดึงจุดเด่นของวัตถุดิบแต่ละชนิดออกมา
‘ดิบ บางกอก’ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติแห่งแรกของกรุงเทพฯ ดึงมาสเตอร์พีซของศิลปินมาเสิร์ฟทั่วพื้นที่ ซึ่งเปิดตัวอย่างสง่างามในปี 2025 และสร้างแรงกระเพื่อมระลอกใหญ่ให้วงการศิลปะในเมืองไทย
ในวาระที่ ดิบ บางกอก เปิดตัวนิทรรศการใหม่ ‘Giving Life’ หรือ ‘ชีวิต ชีวา’ ไปหมาด ๆ Nana Nippon ฉบับนี้จึงชวนสนทนากับมิวเซียมไดเร็กเตอร์ Dr. Miwako Tezuka
เธอใช้ชีวิตอยู่นิวยอร์กกว่า 30 ปี ทำงานในพิพิธภัณฑ์อย่าง Asia Society, Japan Society Gallery และองค์กรศิลปะต่าง ๆ ในเมืองบิ๊กแอปเปิล ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางอาชีพครั้งใหญ่ ย้ายมาเมืองไทยเมื่อเกือบ 3 ปีก่อน เพื่อรับตำแหน่งผู้อำนวยการคนแรกของ ดิบ บางกอก
ดร. มิวาโกะ ไม่เพียงพาเราเจาะลึกนิทรรศการปัจจุบัน ย้อนอดีตไปหาช่วงเวลาเริ่มต้นของศิลปะร่วมสมัย และมองทิศทางของศิลปะไทยในอนาคต เธอยังปอกเปลือกแนวคิดการบริหารสถาบันศิลปะ ปรัชญาพุทธแบบญี่ปุ่น และวิถีการทำงานแบบดิบ – เส้นทางที่ไม่มีวันสุก และไม่มีวันไหม้เกรียม
คุณอยู่นิวยอร์กนานถึง 3 ทศวรรษ รากความเป็นญี่ปุ่นอะไรที่ติดตัวคุณมาตลอด จนมาถึง ดิบ บางกอก
ปรัชญาความเชื่อติดตัวฉันเสมอมา ไม่ว่าไปที่ไหนก็ตามค่ะ
ฉันไม่ได้นับถือศาสนาไหนเป็นพิเศษ แต่จิตวิญญาณผูกพันกับปรัชญาพุทธ วินัยต่อการฝึกฝนตนเอง และการฝึกสมาธิผ่านศิลปะ สิ่งเหล่านี้สะท้อนผ่านการทำงานทุกอย่าง ซึ่งก็มาปรากฏที่ Dib Bangkok เช่นกัน
ไม่ว่าเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว ฉันตั้งใจทุ่มเทเต็มที่เสมอ ความมุ่งมั่นเป็นรากฐานการทำงานแบบญี่ปุ่น ซึ่งช่วยให้ฉันเห็นแนวทางการใช้ชีวิตได้ชัดเจน มันเป็นเรื่องพื้นฐานข้างในมากกว่าเรื่องภายนอก ไม่เกี่ยวกับกระแส ค่านิยมในสังคม หรือสิ่งที่คนอื่น ๆ ทำ มันทำให้ฉันได้อยู่กับตัวเอง เข้าใจตัวเองอย่างลึกซึ้ง และตั้งใจกับสิ่งที่เราทำได้
นี่เป็นเหตุผลให้นิทรรศการเปิดตัว ดิบ บางกอก เป็นเรื่อง (In)visible Presence ที่พูดเรื่องประสาทสัมผัส ความทรงจำ และจิตวิญญาณแบบพุทธใช่มั้ย
ใช่ค่ะ นอกจากความสนใจต่อปรัชญาพุทธจากญี่ปุ่น สถาปัตยกรรมของมิวเซียมที่ คุณกุลภัทร ยันตรศาสตร์ ออกแบบให้เกิดช่องว่าง และพื้นที่ที่ทำให้คนมีส่วนร่วม ก็เป็นแรงบันดาลใจต่อแนวทางการคัดสรรชิ้นงานเช่นกัน คอนเซปต์ของนิทรรศการเปิดตัวจึงเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แล้วการที่เรามีผลงานของมณเฑียร บุญมา ก็ยอดเยี่ยมมาก เพราะเขาคือจุดเชื่อมต่อและจุดเปลี่ยนในการสร้างงานศิลปะ ระหว่างศิลปินไทยและศิลปินจากทั่วโลก
หลังจากนั้น ทำไมนิทรรศการถัดมาถึงเป็นเรื่อง Giving Life หรือ ‘ชีวิต ชีวา’
นิทรรศการหลักของเราเป็นเหมือนแต่ละบทของหนังสือค่ะ นิทรรศการเปิดตัวมิวเซียมคือบทเปิด และนิทรรศการที่สองคือบทต่อมา มิวเซียมนี้เปรียบเสมือนสิ่งมีชีวิต (Living Organism) แล้วเราก็กำลังเล่าเรื่องของชีวิตที่ชื่อ Dib Bangkok
นิทรรศการแรกเล่าเรื่องแนวคิด ช่วงเวลาที่ความฝันของ คุณเพชร โอสถานุเคราะห์ ในการสร้างพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติในกรุงเทพมหานครกลายเป็นความจริง และส่งต่อมาถึงรุ่นลูกชาย คุณภูรัตน์ โอสถานุเคราะห์ เมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ นั้นก็เติบโตและเผยตัวตนต่อโลก ดังนั้นเราจึงเล่าเรื่องทารกนี้ผ่านประสาทสัมผัส ทั้งการมองเห็น การได้ยิน การดมกลิ่น การสัมผัส
นิทรรศการที่สอง Giving Life เป็นเรื่องราวต่อเนื่อง ทารกนี้กลายเป็นเด็กเล็กที่พร้อมจะเคลื่อนไหว ออกเดิน และสัมผัสสิ่งแวดล้อมรอบตัว ดังนั้นนิทรรศการถัด ๆ ไป สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามิวเซียมนี้ก็พร้อมจะเติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ
Sutee Kunavichayanont, The White Elephant, 1999/2026.
แล้วทำไมนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยที่นี่จึงเริ่มเล่าเรื่องตั้งแต่ยุค 1960s – 1970s
เวลาคิดถึงศิลปะร่วมสมัย เรามักนึกจากมุมมองของเรา คือปีปัจจุบัน หรือย้อนหลังไปแค่ 2 – 3 ปีใช่มั้ยคะ แต่ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ที่ศิลปินร่วมสมัยรุ่นใหม่เคลื่อนไหว เราอยากเล่าเรื่องศิลปินที่ทดลองทำสิ่งใหม่ ๆ ในแบบของตัวเอง และจิตวิญญาณความกล้าทดลองก็ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างออกไป จากปี 60s 70s 80s มาจนถึงทุกวันนี้ ไม่มีอะไรหยุดนิ่ง ทุกสิ่งเคลื่อนไหวออกจากช่วงเวลาปัจจุบัน
ฉันอยากแสดงรอยต่อทางประวัติศาสตร์ และขบคิดถึงอดีตเสมือนว่ามันเกิดขึ้นตรงหน้าเรา นิทรรศการจึงมีมุมที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ศิลปะ
วงการศิลปะร่วมสมัยในไทยแตกต่างจากสหรัฐอเมริกาหรือญี่ปุ่น ซึ่งวงการทั้งใหญ่กว่า และเคลื่อนไหวเร็วกว่ามาก ในปี 60s ศิลปินไทยก็จำนวนน้อยกว่ามาก อะไรคือความท้าทายและความสนุกในการเล่าเรื่องนี้
คนมักพูดกันว่าวงการศิลปะในเมืองไทยยังอ่อนเยาว์ ไม่ใช่แค่ในเมืองไทยนะคะ ทั้งภูมิภาคเลยล่ะ
แต่ถ้าลองมองดี ๆ 3 ทศวรรษที่แล้ว เมืองไทยก็มีศิลปินที่ทำงานต่อเนื่อง มีชุมชนศิลปะ มีวงการศิลปะ แม้ว่าขนาดจะไม่ใหญ่โตมากก็ตาม สิ่งเดียวที่ทำให้เมืองไทยแตกต่างคือโครงสร้างค่ะ ญี่ปุ่นมีโครงสร้างที่แข็งแรงชัดเจน อย่างแกลเลอรี พิพิธภัณฑ์ และวิชาการด้านศิลปะ ซึ่งส่งเสริมการสร้างทรัพยากรมนุษย์
ข้อดีในสถานการณ์เช่นนี้ คือศิลปินทำงานที่สร้างสรรค์จริง ๆ นอกเหนือจากกรอบของพิพิธภัณฑ์ กรอบของวิชาการหรือสถาบันใด ๆ เสรีภาพคือสิ่งที่ฟูมฟักผลักดันคนเก่ง ๆ จากเมืองไทย ซึ่งทุกวันนี้ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ
จังหวะของวงการศิลปะในแต่ละภูมิภาคนั้นต่างกัน ฉันคิดว่าตอนนี้วงการศิลปะไทยเคลื่อนไหวเร็วขึ้น ร่วมสร้างความหลากหลายและเปิดมุมมองใหม่ให้กับวงการศิลปะโลก ขณะที่องค์กรอื่น ๆ ต่างก็ทำหน้าที่ยอดเยี่ยมในการดูแลสนับสนุนศิลปะจากเมืองไทย
ขณะที่เรากำลังวิ่งไปข้างหน้า วงการศิลปะเมืองนอกเป็นอย่างไร
คิดว่ากำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการตกผลึก ว่าพิพิธภัณฑ์สามารถเป็นอะไรได้บ้าง นิยามของพิพิธภัณฑ์คืออะไร ขณะที่สังคมก้าวไปข้างหน้า สถาบันต่าง ๆ ก็ต้องขยับตาม การเปลี่ยนแปลงทางสังคมสะท้อนว่าผู้คนเปลี่ยนแปลงเสมอ
ขณะที่ที่อื่นตกผลึก เราก็กำลังเปิดตัวพื้นที่ใหม่ อยู่คนละจุดของวงจรการพัฒนากัน สถาบันและองค์กรต่าง ๆ ที่นี่มีเสรีภาพ ไม่จำเป็นต้องทำตามกรอบเดิม ๆ ของนิยามพิพิธภัณฑ์ เราสามารถทดลอง สร้างพื้นที่ที่ทำงานกับผู้คน และเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ดื่มด่ำกับวัฒนธรรม และศิลปะร่วมสมัย ซึ่งฉันคิดว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้น หลายสิ่งเกิดขึ้นพร้อมกันในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะที่กรุงเทพฯ เมืองนี้กำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยนมากขึ้นเรื่อย ๆ ภายใน 5 – 10 ปีข้างหน้า ฉันเชื่อว่าเราจะผ่านจุดนี้ และเมืองไทยสามารถกลายเป็นจุดหมายปลายทางแห่งวัฒนธรรม พร้อมด้วยเนื้อหาด้านศิลปะร่วมสมัยที่เข้มข้นและมีคุณภาพ
ยกตัวอย่างได้ไหมว่า Dib Bangkok ใช้เสรีภาพกล่าวมาอย่างไร
เราทำงานอย่างใกล้ชิดกับศิลปิน เปิดโอกาสให้เขาทะเยอทะยาน คิดการใหญ่ และพวกเราจะหาทางช่วยสนับสนุน เพราะว่าศิลปินอาจจะมีไอเดียบ้า ๆ มากมาย และเป็นหน้าที่ของพวกเราที่ต้องช่วยทำให้ไอเดียเหล่านั้นจัดแสดงในพื้นที่ได้จริงค่ะ
ทักษะและประสบการณ์ของคุณจากญี่ปุ่นและนิวยอร์ก ถูกปรับใช้กับงานของคุณที่กรุงเทพฯ อย่างไร
ฉันใช้ประสบการณ์เดิมเป็นสิ่งอ้างอิง แต่สิ่งที่พยายามไม่ทำเป็นอันขาด คือการนำสิ่งที่เรียนรู้มาใช้โดยตรง เพราะการทำงานกับพื้นที่วัฒนธรรมใหม่ ต้องสร้างสิ่งใหม่ที่เหมาะสมกับพื้นที่
ยกตัวอย่างนะคะ ตอนที่ฉันกำลังสร้างทีมสำหรับพิพิธภัณฑ์ ฉันรู้ว่าพิพิธภัณฑ์ต้องการฝ่ายอะไรบ้าง มีฝ่ายภัณฑารักษ์ ฝ่ายการศึกษา ฝ่ายการตลาด ฯลฯ ฉันรู้จักโครงสร้างจากสิ่งอ้างอิงเดิม แล้วฉันก็ร่วมมือกับทีมงานในการสร้างหรือปรับเปลี่ยนสิ่งใหม่ที่เหมาะสมกับประเทศ เราสร้างระบบผสมผสานที่ใช้ได้จริง
วิธีการบริหารพิพิธภัณฑ์นานาชาติมีระบบและกฎต่าง ๆ เป็นมาตรฐาน แต่เราไม่จำเป็นต้องผูกติดกับกฎเหล่านั้น เพียงเพราะกฎกำหนดไว้ บริบทของกฎส่วนใหญ่มาจากยุโรปและอเมริกา ซึ่งไม่ได้สอดคล้องเสมอไปกับวัฒนธรรมที่แตกต่าง ผู้คนที่แตกต่าง ภูมิอากาศหรือภูมิประเทศที่แตกต่าง ดังนั้นเราจึงไม่ได้พยายามนำสิ่งที่คนอื่นสร้างมาใช้ โดยปรับเปลี่ยนตัวเราเองให้เข้ากับกฎ เราเลือกทำสิ่งที่ตรงกันข้าม คือเรียนรู้จากภายนอก แล้วปรับโลกให้เข้ากับเรา ซึ่งฉันเชื่อว่าสิ่งนี้คือความเป็นไทยมาก ๆ
ใช่เลย
เมืองไทยปรับตัวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่แบบนี้เลยค่ะ เรียนรู้จากโลกภายนอก เลือกสิ่งที่ใช่มาปรับใช้ และสร้างภาษาของสถาบัน รัฐบาล หรือส่วนราชการขึ้นมาเอง เรากำลังทำกระบวนการที่คล้ายคลึงกัน คือสร้างวัฒนธรรมผสมผสานที่สวยงาม
“ดิบ” สำหรับคุณ หมายถึงอะไร ทั้งในเชิงนามธรรมและรูปธรรม
ดิบ หมายถึงการทดลองที่ไม่สิ้นสุด และความคิดฝันถึงความเป็นไปได้
ดิบ บางกอก ใช้เวลามากกว่า 30 ปีกว่าจะเกิดเป็นพิพิธภัณฑ์ มันเคยเป็นแค่ความฝันมาก่อน เราคือหลักฐานที่มีชีวิตว่าฝันกลายเป็นจริงได้ หากเรายึดมั่น ทำงานหนัก และตามหาผู้คนที่แบ่งปันความฝันกับเราเจอ และทำให้มันกลายเป็นจริงได้
ในโลกความเป็นจริง ดิบคือพิพิธภัณฑ์ที่ร่วมมือกับศิลปินในการผลักขอบเขตเดิมๆ เราอยากสร้างนิทรรศการและกิจกรรมที่น่าตื่นใจ ตื่นตา และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เราคิดเสมอว่าจะทำยังไงให้คนที่มาเยี่ยมชมได้สนุกสนานไปด้วยกันกับเรา ไม่ว่าจะเป็นคนท้องถิ่นหรือคนจากทั่วโลก มันเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับให้คนได้เรียนรู้ เชื่อมต่อ และตกผลึกค่ะ
© 2026 Calder Foundation, New York / Artists Rights Society (ARS), New York
ความดิบแสดงออกอย่างชัดเจนผ่านสถาปัตยกรรม แล้วนิทรรศการปัจจุบัน ตลอดจนนิทรรศการในอนาคต จะต้องมีแนวคิดดิบ ๆ ตลอดไปมั้ย หรือว่าจะเติบโตแตกต่างออกไป
แนวคิดจะเติบโตค่ะ แต่ความดิบจะแฝงอยู่เสมอ
ฉันเชื่อมั่นในปรัชญาที่ว่า สิ่งเดียวที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือความเปลี่ยนแปลง นักปราชญ์กรีกโรมันเชื่อเช่นนี้ และนักปราชญ์เอเชียก็คิดเช่นเดียวกันว่าสิ่งต่าง ๆ ล้วนไม่จีรัง ต่างวูบไหวและเคลื่อนที่อยู่เสมอ
ดิบ หมายถึงสิ่งที่ไม่สุก ไม่แต่งเติม มีความจริงแท้ ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาเรื่องความเปลี่ยนแปลงอันเป็นนิรันดร์ ดิบจึงเป็นแนวทางหลักในการคัดสรรงานและกิจกรรมของเราเสมอค่ะ
หมายความว่า ดิบ จะไม่มีวันสุก
ไม่มีวันสุก ไม่มีวันไหม้เกรียมด้วยค่ะ! เราไม่อยากเป็นเนื้อแห้ง ๆ ไม่อร่อย
ต้องดิบ ๆ ชุ่มฉ่ำเสมอ
(พยักหน้า) เหมือนซูชิ ซึ่งเรียบง่ายมาก แต่อร่อยเพราะดึงจุดเด่นของวัตถุดิบแต่ละชนิดออกมา
ศิลปะก็คล้าย ๆ กันค่ะ เราเห็นศักยภาพศิลปิน และพยายามช่วยผลักดันโดยไม่ปรุงแต่งมากเกินไป เพราะเขามีของดีของเด็ดอยู่ในตัวอยู่แล้ว เราเห็นรสชาติความอร่อยที่เป็นสากล
ความดิบก็สื่อถึงความเปลือยเปล่าด้วยใช่มั้ย
ใช่ ซึ่งเป็นเรื่องที่กล้าหาญมากนะคะ จริง ๆ แล้วการตกแต่งห่อหุ้มวัตถุดิบเป็นเรื่องง่ายมาก แต่การนำเสนอสิ่งที่เรียบง่าย ในสภาวะที่จริงใจ เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก ๆ เลยล่ะ เพราะศิลปินแต่ละคนต่างก็แสดงความเปราะบางหรือตัวตนที่แท้จริงข้างใน ขณะที่เราต่างซ่อนบางสิ่ง หรือนำเสนอตัวตนบางอย่างต่อสังคม ศิลปินคือผู้กล้าซึ่งเปิดเผยสิ่งที่จริงแท้ต่อตนเอง และต่อมนุษยชาติ พวกเขาคือคนฝีมือที่เราอยากร่วมงานด้วย
supported by the CHANEL Culture Fund.
ดิบ บางกอก สร้างชีวิตใหม่ให้วงการศิลปะไทย แต่ศิลปินไทยจะถูกเห็นและได้รับการยอมรับมากขึ้นจากนานาชาติจริง ๆ มั้ย
เชื่ออย่างนั้นนะคะ หากมีการสนับสนุนที่ถูกต้องและสม่ำเสมอ และมีความกระตือรือร้นที่จะสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้คนอย่างต่อเนื่อง ฉันคิดว่าศิลปินไทยจะมีที่ยืนในระดับนานาชาติ และบางคนก็มีชื่อเสียงในระดับนั้นแล้วจริง ๆ เมืองไทยมีศิลปินมากมายเลย
คุณมีคำแนะนำอะไรที่อยากมอบแก่ศิลปินไทยร่วมสมัยที่กำลังพัฒนางาน หรืออยากเข้าถึงผู้คนให้มากขึ้น
ทำสิ่งที่คุณทำอยู่ต่อไป ฉันรู้สึกว่าเมื่อศิลปินสนใจความเห็นของคนอื่นที่มีต่อตัวเอง ผู้ชมจะได้กลิ่นและรู้ทัน เพราะฉะนั้นจงทำสิ่งที่คุณเชื่อ ทำโดยไม่ต้องคิดเยอะว่าคนอื่นจะคิดเห็นกับงานอย่างไร เพราะมันจะไปบดบังวิสัยทัศน์ของคนทำงาน
มิวสิกวิดีโอ SaWaDiKa ของลิซ่า ที่ถ่ายทำที่ ดิบ บางกอก ทำให้คนมาเยี่ยมชมเยอะที่นี่ขึ้นมั้ย
พาคนใหม่ ๆ มาจริงค่ะ คนจำนวนมากมาถ่ายเซลฟี่หรือถ่ายจุดที่ถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ ฉันดีใจที่พูดได้เลยว่า 99% ของคนที่มาที่นี่น่ารัก เคารพพื้นที่พิพิธภัณฑ์และงานศิลปะ เอ็มวีทำให้ประตูของพิพิธภัณฑ์เปิดกว้างสู่คนกระแสหลักมากขึ้น และก็หวังว่าคนที่มาจะสนใจเข้ามาชมนิทรรศการ แค่ก้าวเข้ามาอีกก้าวแล้วทำความรู้จักกันมากขึ้น
ชีวิตในกรุงเทพฯ มอบอะไรให้คุณ และเอาอะไรไปจากคุณ
กรุงเทพฯ ให้ความรู้สึกถึงอิสรภาพ เพราะมีช่องว่างระหว่างพื้นที่และกฎเกณฑ์เดิม ๆ ทำให้เราได้ทดลองทำสิ่งใหม่ แต่สิ่งที่หายไปน่าจะเป็นการเดินเท้าค่ะ ตอนอยู่นิวยอร์ก ฉันชอบเดินเป็นชั่วโมง ๆ เพื่อขบคิดและมองผู้คน ตอนย้ายมาที่นี่ ฉันจับเวลาว่าใช้เวลาอยู่กลางแจ้งได้นานแค่ไหน ปรากฏว่าตอนที่อากาศร้อน ๆ อยู่ได้แค่ 20 นาทีเท่านั้นเอง คิดถึงการเดินเท้านาน ๆ เป็นชั่วโมง ๆ ค่ะ
อะไรในกรุงเทพฯ ที่เปลี่ยนความคิดของคุณต่อศิลปะ หรือการบริหารจัดการพื้นที่ทางวัฒนธรรม
ฉันเรียนรู้มากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าศิลปะคือสิ่งที่เกิดจากความสัมพันธ์ ระหว่างคนทำงานพิพิธภัณฑ์กับศิลปิน ระหว่างศิลปินกันเอง ระหว่างผู้ชม และระหว่างชุมชน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและโลกดิจิทัลกลืนกินทุกสิ่ง เราสูญเสียการเชื่อมต่อกันและกัน แต่ฉันได้กลับมาตระหนักถึงความสำคัญของความสัมพันธ์อีกครั้งที่นี่ค่ะ
Nippon 101
เกร็ดความรู้เรื่องศิลปวัฒนธรรมญี่ปุ่น ที่ทำให้คุณรู้จักแดนอาทิตย์อุทัยมากขึ้น
Jūdenken เขตอนุรักษ์สถาปัตยกรรมทรงคุณค่าในญี่ปุ่น
ระบบอนุรักษ์พื้นที่ประวัติศาสตร์ ตั้งแต่บ้านซามูไร ศาลเจ้า โรงน้ำชา ถึงเมืองอุตสาหกรรม
1. ‘Jūdenken’ หรือ ‘เขตอนุรักษ์สถาปัตยกรรมทรงคุณค่าในญี่ปุ่น’ เป็นก้าวสำคัญของการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม เพราะไม่ใช่การอนุรักษ์อาคารเป็นหลัง ๆ แต่ขยายผลสู่การอนุรักษ์ระดับกลุ่มอาคาร โดยครอบคลุมถึงสภาพแวดล้อมโดยรอบ หมายความว่าพื้นที่ไหนเป็น Jūdenken จะต้องอนุรักษ์ทั้งบ้านเรือน สิ่งปลูกสร้างดั้งเดิม ถนน เรือ ต้นไม้ ภูเขา ทะเล ฯลฯ ในละแวกนั้นทั้งหมด
2. ระบบนี้เกิดขึ้นในช่วง 1970 เมื่อญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ เกิดกระแสตื่นตัวด้านการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมดั้งเดิมซึ่งค่อย ๆ เสื่อมสลายตามกาลเวลา สำนักงานวัฒนธรรมจึงออกประกาศเขตพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์ทางสถาปัตยกรรม โดยพื้นที่ซึ่งได้รับการคัดเลือกจะได้รับงบประมาณสนับสนุนตามกฎหมาย
3. Jūdenken จำแนกได้เป็น 8 ประเภท คือ บ้านนักรบซามูไร วัดและศาลเจ้า ร้านค้า โรงน้ำชา เมืองพักแรม เมืองท่า หมู่บ้าน และเมืองอุตสาหกรรม
4. ตัวอย่าง Jūdenken ที่คนไทยรู้จักดี คือ Kyoto-shi Gion-Shinbashi หรือย่านกิออนในเกียวโต เป็นแหล่งท่องเที่ยวยามราตรีที่เกิดจากการรวมกลุ่มร้านสังสรรค์ยามค่ำคืน 6 เขต เขตอนุรักษ์คือเรือนไม้มุงหลังคากระเบื้องดินเผาแบบ Sangawara ซึ่งสร้างหลังไฟไหม้ครั้งใหญ่ในปี 1865 ลักษณะเด่นคือแผงบานประตูหน้าต่างตาราง Koshi และมีชายคายื่นออกมาแขวนม่านบังแดดของห้องรับแขกอเนกประสงค์ชั้นล่าง หรือ Zashiki
5. อีก Jūdenken ที่นักท่องเที่ยวไทยนิยมไปเที่ยว คือ Shirakawa-mura Ogi-machi หมู่บ้านกลางหุบเขาที่กิฟุที่มักเผชิญหิมะตกหนัก บ้านชาวนาหลังคาทรง Gassho หรือทรงจั่ว มุงหญ้า Kaya หนาหนัก 2 – 3 ชั้น ตลอดจนท้องนา ทางเดิน และทางน้ำรอบหมู่บ้าน เป็นเอกลักษณ์จนขึ้นทะเบียนมรดกโลก
6. นอกจากนี้ยังมี Jūdenken อื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น Hakodate-shi Motomachi-Suehiro-cho เมืองท่าในฮอกไกโดที่มีบ้านเรือนสไตล์ตะวันตกผสมญี่ปุ่น และโบสถ์คริสต์, Arita-machi Arita-Uchiyama หมู่บ้านผลิตเซรามิกในจังหวัดซากะที่โด่งดังในยุคเอโดะ, Otu-shi Sakamoto หมู่บ้านชาวพุทธในจังหวัดชิกะ บ้านเรือนและสวนงดงาม มีกำแพงหินเป็นเอกลักษณ์ และ Oda-shi Yunotsu เมืองออนเซ็นล้อมด้วยภูเขาและทะเล อดีตหมู่บ้านชาวประมงยังคงเก็บรักษาสถาปัตย์เดิมไว้อย่างสวยงาม
7. เขตอนุรักษ์สถาปัตยกรรมทรงคุณค่าในญี่ปุ่นเพิ่มจำนวนขึ้น 2 – 3 แห่งทุกปี โดยปี 2026 มี Jūdenken ทั้งหมด 130 ชุมชนทั่วประเทศ
8. มีการคาดการณ์ว่าชุมชนที่ควรจัดอยู่ในเขตอนุรักษ์ฯ มีราว ๆ 300 แห่งทั่วประเทศ เป็นไปได้มากว่าสำนักงานวัฒนธรรมจะไล่ขึ้นทะเบียนชุมชนเหล่านี้ทั้งหมด ซึ่งจะช่วยอนุรักษ์มรดกสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม
9. แนวทางการอนุรักษ์ Jūdenken ทั้งระบบจัดการ การขึ้นทะเบียน การแบ่งประเภท และการจัดสรรงบประมาณ เป็นตัวอย่างที่เข้าใจง่าย และน่าศึกษาเพื่อนำมาปรับใช้ในประเทศไทย
ข้อมูล : หนังสือ ‘เขตอนุรักษ์สถาปัตยกรรมทรงคุณค่าในญี่ปุ่น’ โดย เทิดศักดิ์ เตชะกิจขจร (2559)
www.denken.gr.jp/english
Nippon in Thailand
กิจการในเมืองไทยที่พาไปรู้จักปรัชญา ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตแบบญี่ปุ่น
THAI ISEKYU
แบรนด์เบญจรงค์ของครอบครัวญี่ปุ่น ที่สืบสานงานคราฟต์ไทยมาเกือบ 50 ปี
“ถ้าพูดชื่อ ‘ไทยอิเสคคิว’ ขึ้นมา คนไทยอาจจะไม่คุ้นเคย แต่คนญี่ปุ่นที่มาเมืองไทย จะรู้ทันทีว่านี่คือแบรนด์ขายเบญจรงค์ไทย เหมาะกับการซื้อไปใช้หรือซื้อเป็นของฝากกลับบ้าน”
คุณ Manabu Nomura ทายาทกิจการเครื่องปั้นดินเผาสไตล์ไทย-ญี่ปุ่น เอ่ยอย่างภาคภูมิใจ
ย้อนกลับไปเกือบ 50 ปีก่อน คุณ Tsutomu Nomura วิศวกรเซรามิกผู้เป็นพ่อของคุณมานาบุ ได้เข้ามาทำงานพัฒนาเซรามิกในเมืองไทย โดยเน้นการผลิตเพื่ออุตสาหกรรมกระเบื้องตกแต่งและอิฐเซรามิก ต่อมาตัวเขากลับหลงใหลเสน่ห์ของเบญจรงค์และเครื่องปั้นดินเผาเคลือบแบบไทย ๆ ที่ลงยาเขียนลวดลายสีสันวิจิตรด้วยมือ จึงตัดสินใจก่อตั้งไทยอิเสคคิวในปี 1979 โดยร่วมมือกับ Isekyu บริษัทเก่าแก่ที่ผลิตเคมีภัณฑ์และอุปกรณ์เครื่องปั้นดินเผาจากญี่ปุ่น ซึ่งก่อตั้งในปี 1758 หรือเกือบ 270 ปีที่แล้ว
งานขายเบญจรงค์หรือของที่ระลึกคราฟต์ไทยอาจเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของธุรกิจ เมื่อเทียบกับงานขายเครื่องจักรและอุปกรณ์เครื่องปั้นแบบ B2B ของไทยอิเสคคิว แต่ทั้งสองบริษัทยังร่วมมือผลิตเบญจรงค์อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนจนถึงทุกวันนี้ เพราะครอบครัวโนมุระไม่เคยคิดจะเลิกกิจการ
หลังจากคุณพ่อเสียชีวิต คุณแม่ Reiko Nomura เข้ามารับช่วงธุรกิจต่อ และพยายามพัฒนาเบญจรงค์ให้เข้ากับการใช้ในชีวิตของคนยุคใหม่มากขึ้น เน้นผลิตเบญจรงค์ที่สวยงาม ปลอดภัย และใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่จำเป็นต้องเก็บในตู้โชว์เพียงอย่างเดียว เธอยังใส่ดีไซน์ญี่ปุ่นเข้าไปในลวดลาย เติมความเรียบง่ายลงไปในช่องว่างบ้าง แซมดอกซากุระเข้าไปกับดอกราชพฤกษ์บ้าง ทำให้เบญจรงค์เข้าถึงง่าย
ในปี 2024 เมื่อคุณมานาบุเกษียณจากงานผู้บริหารด้านการเงินที่ญี่ปุ่น จึงตัดสินใจย้ายมาอยู่ประเทศไทยเพื่อดูแลคุณแม่และสานต่อธุรกิจของครอบครัว สิ่งแรก ๆ ที่เขาทำคือจ้างบัณฑิตศิลปะรุ่นใหม่ ๆ จากเชียงใหม่ เข้ามาเป็นทีมงานออกแบบเพนต์เบญจรงค์ร่วมกับช่างฝีมือดั้งเดิม เพื่อสร้างสรรค์ผลงานซึ่งยังคงเอกลักษณ์งานไทย ขณะเดียวกันก็มีความร่วมสมัยและเข้ากับคนรุ่นใหม่
ปัจจุบันร้านทำงานร่วมกับช่างฝีมือชาวไทยหลายช่วงวัยรวมประมาณ 10 คน รวมถึงทำงานคอลแล็บกับแบรนด์อื่น ๆ เพื่อสร้างสรรค์สินค้าและบริการที่หลากหลายและสนุกสนานขึ้น สะท้อนความตั้งใจในการนำศิลปะไทยไปสู่วงกว้าง
ไม่ว่าจะเป็นแก้วไวน์ก้านเบญจรงค์ ซึ่งร่วมมือกับแบรนด์ Riedel นำงานคราฟต์มาผสมผสานกับเทคโนโลยีญี่ปุ่น ซึ่งได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และขึ้นโต๊ะอาหารทำเนียบเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย
ชุดปิ่นโตเบญจรงค์ หูจับทองเหลืองสุดวิจิตร ใช้เสิร์ฟที่ดุสิตธานี เกียวโต
หรือถ้วยมัทฉะลวดลายไทยล้านนา โดยอาจารย์ Takanao Todo ออกแบบร่วมกับช่างฝีมือที่นี่ จนเกิดเป็นคอลเลกชันพิเศษที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
สินค้าในร้านมีตั้งแต่ชิ้นเล็ก ๆ ราคาเริ่มต้นประมาณ 200 – 300 บาท ไปจนถึงหลักหมื่น โดยทางร้านรับงานผลิตงานสั่งทำ ออกแบบลวดลายหรือข้อความเฉพาะตัวให้ได้ และยังมีบริการเวิร์กชอปสอนเพนต์เบญจรงค์ด้วย โดยใช้เวลาเริ่มต้นราว 2 – 3 ชั่วโมง เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ทดลองสร้างสรรค์จานหรือถ้วยเคลือบไทย ๆ ด้วยตัวเอง
“ลูกค้าส่วนใหญ่ของเราตอนนี้เป็นชาวญี่ปุ่น ถึงผมเป็นคนต่างชาติ แต่ผมเห็นว่าเบญจรงค์มีคุณค่ามาก ผมอยากให้คนสนใจมรดกหัตถศิลป์ เห็นความสำคัญของงานฝีมือดั้งเดิม นี่อาจจะไม่ใช่ธุรกิจที่โตมาก ทำกำไรมาก แต่ผมมองว่าเป็นธุรกิจที่ดี งานศิลปะทำมือในชีวิตประจำวันแบบนี้ ทำให้คนมีความสุข”
THAI ISEKYU
ที่ตั้ง : 1/16 ซอย 10 (แสนสำราญ) ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ
วัน-เวลาทำการ : 09.00 – 17.00 น. (เปิดทุกวัน)
Tel : (+66)2-252-2509 , 2510
Website : th-isekyu.com
ติดต่อสอบถาม
ชั้น 10 อาคารเสริมมิตร ทาวเวอร์
159 ถ.สุขุมวิท 21 (อโศกมนตรี)
กรุงเทพฯ 10110
Facebook: jfbangkok
อีเมล: acdept_jfbkk@jpf.go.jp
ที่ปรึกษา
โฮโนะ มาซูกิ, เอริโกะ คาวากุจิ, เววิรี อิทธิอนันต์กุล
บรรณาธิการ&นักเขียน
ภัทรียา พัวพงศกร
บรรณาธิการศิลปกรรม&ช่างภาพ
ปฏิพล รัชตอาภา
พิสูจน์อักษร
สุดาวรรณ วนสุนทรเมธี
นักวาดภาพประกอบ
blueciiel