นิทรรศการกลุ่ม: Spirits Melt to Flesh

นิทรรศการกลุ่ม
Spirits Melt to Flesh

       
  [ระยะเวลา] ศุกร์ที่ 5 มิถุนายน ถึง อาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2569
*ปิดทุกวันอังคาร
 
  [เวลา] 14:00 20:00  
  [ค่าใช้จ่าย] เข้าชมฟรี  
  [สถานที่] levels 4 และ 5 ที่ Bangkok Kunsthalle
https://share.google/4C7gafS5dXvSNCRuv
 

บางกอก คุนส์ฮาเลอ ด้วยการสนับสนุนของเจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ ขอนำเสนอนิทรรศการกลุ่ม  “Spirits Melt to Flesh” ของศิลปินชาวเอเชียทั้ง 8 ท่าน ภายใต้การดูแลของภัณฑารักษ์ แซม อี-ชาน นี่คือนิทรรศการกลุ่มที่นำเสนอผลงานของศิลปินชาวเอเชียทั้ง 8 ท่าน ได้แก่ แอนโทนี ชิน ( สิงคโปร์), แดเนียล ฮุย (สิงคโปร์), ฮีซู ควอน (เกาหลีใต้), สวี เจ๋อ-อวี๋ และ เฉิน หว่าน-หยิ่น ( ไต้หวัน), ลิเอโกะ ชิงะ (ญี่ปุ่น), โซ ยู นเว (เมียนมา) และ ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ (ไทย) ผ่านรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งภาพเคลื่อนไหว เสียง ประติมากรรม และภาพถ่ายจัดวางที่ตอบสนองกับพื้นที่

นิทรรศการ Spirits Melt to Flesh โดยภัณฑารักษ์แซม อี-ชาน นําเสนอผลงานภาพเคลื่อนไหว เสียง ประติมากรรม และภาพถ่ายจัดวางที่ตอบสนองกับพื้นที่ โดยศิลปินชาวเอเชียทั้ง 8 คน ได้แก่แอนโทนีชิน (Anthony Chin, สิงคโปร์), แดเนียล ฮุย (Daniel Hui, สิงคโปร์), ฮีซูควอน (HeeSue Kwon, เกาหลีใต้), สวี เจ๋อ-อวี๋และ เฉิน หว่าน-หยิ่น (Hsu Che-Yu และ Chen Wan-Yin, ไต้หวัน), ลิเอโกะ ชิงะ (Lieko Shiga, ญี่ปุ่น), โซ ยูนเว (Soe Yu Nwe, เมียนมา) และ ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์(Taiki Sakpisit, ไทย) ซึ่งได้แปรเปลี่ยนพื้นที่อันดิบเปลือยของ บางกอก คุนส์ฮาเลอ ผ่านการผันแปรของแสงและความมืด ตลอดจนการสั่นพ้องของเสียงสะท้อนและถ้อยคําที่โต้ตอบสนทนากัน อาคารได้กลายเป็นภาชนะซึ่งบรรจุถ้อยแถลง เป็นพื้นที่ของการพบพานของเรื่องราวต่างๆ ที่ไหลเวียนอยู่ภายใน ขณะเดียวกันก็กระตุ้นให้ผู้ชมตระหนักรู้ถึงห้วงเวลาดังกล่าวผ่านร่างกายของตน

ผลงานเหล่านี้พิจารณาถึงภาพแทนของประวัติศาสตร์ในภูมิภาค และสภาวะอัตวิสัยส่วนบุคคล ผ่านการนําสองสิ่งมาจัดวางคู่กัน ทั้งสิ่งที่เป็นรูปธรรมกับความเร้นลับเหนือโลก และผ่านการขุดคุ้ยตํานานปรัมปรากับเรื่องเล่าจากชายขอบ นอกจากนี้ผลงานยังสะท้อนความกังวลในยุคร่วมสมัยของโลกที่กําลังอยู่ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่าน ผ่านภาพคุ้นเคยของทั้งสิ่งที่มีอยู่จริงและถูกจินตนาการขึ้น การคาดเดาถึงรูปแบบอื่นของปัญญาที่อยู่พ้นไปจากมนุษย์นิทรรศการนี้ใคร่ครวญถึงชีวิตและความเป็นจริงทางสังคม ว่าต่างถูกหล่อหลอมโดยอํานาจที่ไม่อาจเอื้อมถึงได้อย่างถ่องแท้ดังที่อัลเฆาะซาลี ได้กล่าวไว้ว่า “โลกที่ประจักษ์อยู่นี้คือร่องรอยของโลกที่ไม่อาจมองเห็น และโลกใบแรกย่อมเดินตามโลกใบหลังประหนึ่งเงา” นิทรรศการจะจัดแสดงตั้งแต่วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน ถึง วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2569 ณ ชั้น 4 และ 5 ของ บางกอก คุนส์ฮาเลอ

วังน้ำวน (2026)
ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ (b. 1975, Japan)

Photo Courtesy of Bangkok Kunsthalle

วังน้ำวน เป็นงานศิลปะจัดวางด้วยเสียงและจลนศิลป์ ที่มีมิติด้านเวลาเป็นองค์ประกอบสำคัญ มุ่งสำรวจเรื่องเล่าเกี่ยวกับ แม่นาก และ สมเด็จโต แม่นากในฐานะวิญญาณอันโด่งดังจากคติชนของไทย ได้รับการจดจำทั้งในฐานะภรรยาผู้ซื่อสัตย์ มารดาผู้ปกป้องคุ้มครองบุตร และสตรีนักรบผู้ดุดัน ขณะเดียวกันก็เป็นบุคคลที่ได้รับการเคารพบูชาในศาลเจ้าและวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ส่วนสมเด็จโต พระภิกษุผู้ทรงคุณแห่งสมัยรัตนโกสินทร์ เป็นที่เลื่อมใสในด้านพลังทางจิตวิญญาณ และถือเป็นบุคคลสำคัญในวัฒนธรรมพระเครื่อง เครื่องราง ตำราไสยศาสตร์ และภาพแทนทางศาสนาของไทย ผลงานชิ้นน้ประกอบด้วยองค์ประกอบเสียงที่ประพันธ์โดย ยาสุฮิโระ โมรินางะ และออกแบบระบบเสียงโดย วรเมธ มธุตม์ธาดา

Blind Date (2009)
ลิเอโกะ ชิงะ (b. 1980, Japan)

Photo Courtesy of Bangkok Kunsthalle

ระหว่างที่ ลิเอโกะ ชิงะ พำนักอยู่ในกรุงเทพมหานครช่วงฤดูร้อนปี พ.ศ. 2552 ศิลปินเกิดความสนใจต่อสายตาที่ได้แลกเปลี่ยนกับผู้คนแปลกหน้าหลายพันคน ซึ่งกำลังนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ด้วยความช่วยเหลือจากเพื่นและล่ามชาวไทย เธอออกติดตามรถจักรยานยนต์เหล่านั้น พร้อมสัมภาษณ์และถ่ายภาพคู่รักมากกว่าหนึ่งร้อยคู่ สำหรับนิทรรศการครั้งนี้ ชิงะได้สร้างสรรค์วิดีโอฉบับตัดต่อใหม่ ซึ่งรวบรวมภาพทั้งหมดจากชุดผลงานดังกล่าว สีหน้าอันชวพิศวงของผู้คนวัยหนุ่มสายที่เธอบันทึกไว้ เผยให้เห็นการเคลื่อนผ่านของพื้นที่และกาลเวลาในระดับอันกว้างใหญ่ ผลงานชิ้นนี้เชื่อมโยงศิลปิน ผู้ถูกถ่ายภาพและผู้ชมเข้าไว้ด้วยกันอย่างใกล้ชิด ผ่านการแลกเปลี่ยนสายตาระหว่างกัน

ช่วงที่ ลิเอโกะ ชิงะ พำนักอยู่ในกรุงเทพฯนั้น อยู่ภายใต้บริบทของ นิทรรศการ สุก-ดิบ อาทิตย์อุไทย นิทรรศการขนาดใหญ่ที่จัดร่วมโดยเจแปนฟาวน์เดชั่น ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ที่นำเสนอผลงานศิลปินญี่ปุ่น 17 คน เธอได้สร้างผลงานนี้และนำเสนอในนิทรรศการครั้งนั้น ผลงานของเธอได้กลับมาที่ไทยอีกครั้งหลังผ่านไปแล้วสิบปี ในนิทรรศการ “Spirits Melt to Flesh” ด้วยการสนับสนุนจากเจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ

เกี่ยวกับภัณฑารักษ์

แซม อี-ชาน (Sam I-shan) เป็นภัณฑารักษ์อิสระผู้สนใจงานภาพเคลื่อนไหว ภาพถ่าย ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะกับการเมือง ก่อนหน้านี้เธอเคยดำรงตำแหน่งภัณฑารักษ์ที่ National Gallery Singapore, Singapore Art Museum และ Esplanade Visual Arts ประเทศสิงคโปร์

นิทรรศการที่เธอเป็นภัณฑารักษ์ ได้แก่ Spirits Melt to Flesh ณ บางกอก คุนส์ฮาเลอ ประเทศไทย, Chronotopia ในงาน Asia TOPA ประเทศออสเตรเลีย, Under One Moon ฮ่องกง, Nowhere Here ในเทศกาล Singapore International Photography Festival, Sim Chi Yin: One Day We’ll Understand ณ Rencontres d’Arles ประเทศฝรั่งเศส, Cao Fei and Georgette Chen: At Home in the World ณ National Gallery Singapore และ Afterimage: Contemporary Photography in Southeast Asia ณ Singapore Art Museum ระหว่างทำงานที่ Esplanade เธอรับผิดชอบการดูแลและพัฒนาโครงการคอมมิชชันใหม่ รวมถึงนิทรรศการเฉพาะพื้นที่ (site-specific exhibitions) โดยทำงานร่วมกับหลากหลายศิลปินจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะเดียวกัน ที่ Singapore Art Museum เธอเป็นผู้ดูแลโครงการด้านภาพเคลื่อนไหว และร่วมจัดโปรแกรมเทศกาลภาพยนตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำปี

นอกจากนี้ เธอยังทำงานด้านการจัดโปรแกรมให้กับเทศกาลภาพยนตร์หลายแห่ง โดยมุ่งเน้นภาพยนตร์ศิลปิน (artist films) วิดีโออาร์ต และภาพยนตร์ทดลองจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ Singapore International Film Festival, Asian Avant-Garde Film Festival ณ M+ ฮ่องกง, Asian Film and Video Art Forum ณ MMCA ประเทศเกาหลีใต้, Art SG Film และ Videoex Experimental Film and Video Festival เมืองซูริก

บทความและงานเขียนของเธอได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือ วารสารวิชาการ และสูจิบัตรนิทรรศการต่างๆ ปัจจุบันเธอพำนักและทำงานอยู่ระหว่างประเทศสิงคโปร์และกัมพูชา

จัดโดย: บางกอก คุนส์ฮาเลอ
ด้วยการสนับสนุนจาก: เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ